Bee's Private Corner

Saturday, August 13, 2005

ตะลุยหลังคาโลก...

เมื่อเกือบ ๆ สองปีก่อน บีไปเนปาลกับเพื่อนมา รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้วางแผนที่จะไปธิเบตด้วย ก่อนหน้านั้น เพื่อนสนิทอีกคนนึงชวนบีไปเนปาลกะธิเบต แต่ว่าบีติดงานก้อเลยไปไม่ได้ เพื่อนบีเล่าว่าเค้าไปกะน้องสาว ตอนที่ไปธิเบตนั้น เค้าอ๊วกตลอดทาง แถมกลางคืนยังนอนไม่หลับด้วย ส่วนน้องสาวอาการไม่ค่อยหนักเท่าไหร่ สาเหตุของอาการนี้น่ะหรือคะ ก้อเพราะว่าธิเบตนั้นอยู่สูงเหนือจากระดับน้ำทะเลถึงประมาณ 3,600 เมตร ในขณะที่ส่วนอื่น ๆ ของประเทศจีน หรือที่เนปาลนั้น อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลเพียงประมาณ 500 กว่าเมตร (พวกตัวเลขอาจจะไม่ตรงทีเดียว แต่ก้อประมาณนี้ค่ะ) เหตุนี้เอง ธิเบตจึงมีอากาศที่เบาบาง มีออกซิเจนต่ำมาก ๆ ร่างกายจึงต้องมีการปรับตัวพอสมควร หลาย ๆ คนที่ไปธิเบตจึงเดี้ยง ที่โน่นเค้ามีขายทั้งสเปรย์กระป๋องบรรจุออกซิเจนให้สูด หมอนบรรจุออกซิเจน มีที่สำหรับเติมออกซิเจนซึ่งบรรจุอยู่ในถังเหมือนถังแก๊สอยู่ในโรงแรมคอยให้บริการด้วย บีเข้าใจว่า การที่ธิเบตอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลมากนี้เองที่ทำให้ธิเบตได้ชื่อว่าหลังคาโลก ถ้าบีเข้าใจผิด หรือมีใครอ่านเจอข้อสันนิษฐานของบี แล้วมันไม่ถูก ก้อยินดีรับคำแนะนำและข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ

ปกติแล้ว พี่เขยบีจะจัดทริปไปประเทศจีนอยู่บ่อย ๆ เพื่อไปทำบุญนมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามวัดต่าง ๆ ในจีน บีก้อไม่ค่อยมีโอกาสร่วมเดินทางไปกะเค้าเท่าไหร่ เพราะมักจะติดงานเสมอ คุณแม่และพี่น้องของบีไปกับพี่เขยเป็นประจำ บางทีไปกันทั้งบ้าน เหลือบีกะพี่ชายเอง จนหลายเดือนก่อน เมื่อบีทราบว่าพี่เขยจะจัดทริปไปจีนและธิเบต (อันที่จริง บีก้อเพิ่งถึงบางอ้อในทริปนี้เองว่า ธิเบตก้อคือมณฑลนึงของประเทศจีน บีเคยคิดว่า ธิเบตคือประเทศซะอีก) บีก้อเลยตั้งปณิธานว่าจะต้องไปร่วมทริปนี้ให้ด้วย ซึ่งในที่สุดบีก้อได้ไปจริง ๆ ก่อนออกเดินทางบีดันเป็นไข้ตัวร้อน อาการไม่ดีเลย นึกว่าจะอดไปซะแล้ว ต้องหยุดงานติดกันสามวัน แล้วก้อไปฉีดยาทุกวันเพื่อให้หายไว ๆ ช่วงแรกของทริปอาการบีก้อยังไม่หายดี โชคดีที่ว่าช่วงสองสามวันแรกนั้น ใช้เวลาในมณฑลเสฉวน จึงมีโอกาสพักผ่อน ถ้าไปธิเบตเลยมีหวังจะแย่ด้วยข้อจำกัดด้านอากาศที่เบาบาง

ทริปนี้เริ่มตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. จนถึงคืนวันอาทิตย์ที่ 24 ก.ค. โดยท่องเที่ยวหลัก ๆ ที่มณฑลเสฉวน (เมืองเฉิงตู ง้อไบ๊ เล่อซาน) เป็นเวลาประมาณสี่วัน แล้วก้อที่มณฑลธิเบตอีกเป็นเวลาสี่วัน ลักษณะของการท่องเที่ยวก้อจะมีทั้งการชมสถานที่สำคัญ ๆ แล้วก้อการทำบุญไหว้พระอย่างเคย

ที่เมืองจีนนั้น บีเคยไปก้อแต่กวางเจา ตอนนั้นพาคุณแม่และพี่สาวที่อยู่ในฮ่องกงไปเยี่ยมคุณน้า น้องสาวคุณแม่ซึ่งไม่ได้เจอกันมาหลายสิบปี นับตั้งแต่คุณแม่และคุณพ่ออพยพครอบครัวมาอยู่ในประเทศไทย จำได้ว่าอยู่หลายวันพอควร แล้วก้อคุณน้าและสามีเค้า ทำอาหารเยอะแยะให้ทานจนเบื่อ เพราะว่ามันไม่มีรสเผ็ดเลย ตอนนั้นขำก้อขำ เพราะว่าคุณแม่คุยกับคุณน้าแบบว่าจีนปนไทย จนคุณน้างง บางทีพี่สาวต้องคอยแปลให้โดยแปลเป็นภาษากวางตุ้ง แล้วบีก้อมักชวนพี่สาวออกไปเดินช็อปปิ้งและหาอะไรอร่อย ๆ แปลก ๆ ทาน โดยที่มีคุณน้าคอยบ่นเกรงว่าเราจะหลงทาง แล้วก้อมักจะเรียกพวกเราทานข้าวก่อนที่จะออกไปข้างนอก หารู้ไม่ว่า บีไม่หลงง่าย ๆ หรอก เพราะว่าเดินทางบ่อย แล้วก้อช่างสังเกตด้วย

ทริปนี้ที่บีไม่ค่อยชอบก้อคือ อากาศในเสฉวนนั้นร้อน นี่ขนาดเค้าบอกว่าเมืองเฉิงตูถือว่าอากาศไม่ร้อนมากแล้ว คืออยู่ในระดับสามสิบกว่า ๆ แต่ขณะนั้นพวกเมืองเซี่ยงไฮ้ จะอยู่ที่สี่สิบองศา นอกจากนี้แล้ว ก้อยังมีฝนตกปรอย ๆ อยู่เรื่อย ๆ ให้รำคาญใจ เพราะต้องคอยถือร่มด้วย ส่วนอากาศที่ธิเบตจะเย็นกำลังสบาย มีฝนตกบ้างช่วงเช้า

ก่อนจะเข้าเรื่อง บีว่าเมืองจีนพัฒนาไปมากพอสมควรในเรื่องที่ส่งเสริมการท่องเที่ยว โรงแรมที่บีพักทั้งในเสฉวน และในธิเบตต่างเป็นโรงแรมระดับสี่ดาวที่เรียกว่าดีทีเดียว มีเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน มีที่เป่าผมในห้องน้ำ มีอุปกรณ์ในห้องน้ำครบครัน มีรองเท้าผ้าให้ใส่ มีร่มให้ใช้ คือไม่น้อยหน้าโรงแรมในไทยเลย โดยเฉพาะโรงแรมในเสฉวน ดีมาก ๆ ค่ะ เรียกได้ว่าทริปนี้ พวกกระดาษทิชชูห่อใหญ่ ๆ ที่บีเตรียมไปตั้งหลายห่อ ไดร์เป่าผม แล้วก้อสัมภาระต่าง ๆ ที่คิดว่าจำเป็น กลับไม่ต้องใช้เลย เป็นพวกบ้าหอบฟางเพราะเกรงไปต่าง ๆ นา ๆ ถึงเรื่องความสกปรกของห้องน้ำ เรื่องไดร์เป่าผมเพราะตอนนั้นบียิ่งเพิ่งฟื้นจากไข้ เกรงว่าไข้จะกลับเดี๋ยวจะแย่ไปกันใหญ่ พาลทำให้เที่ยวไม่สนุกไปด้วยก้อเลยจำต้องแบกไป

เที่ยวเมืองเฉิงตู

ไกด์ที่เราได้เป็นคนจีน ชื่อวสันต์ พูดไทยเก่งมาก ๆ อ่านภาษาไทยได้ด้วย มีมุขตลกเยอะ เห็นบอกว่าเรียนระดับมหาวิทยาลัยเป็นหลักสูตรภาษาไทยล้วนที่มณฑลยูนนาน โดยเราจะมีไกด์ท้องถิ่นประจำรถด้วยซึ่งจะคอยพูดจีนอธิบาย เสร็จแล้วคุณวสันต์ก้อจะคอยแปล ไกด์ท้องถิ่นเราก้อหล่อไม่เบา มีเชื้อสายมองโกเลียและยุโรปตะวันออก หน้าคมเข้มและขาว แถมเวลาก่อนจะพูดออกไมค์ทีไร เค้าก้อจะคอยเป่าปาก เหมือนเป่ากบอะ เสียงก้อจะออกมาเป็นลมฟู่ ๆ ทั้งบีและพี่สาวขำตลอด แถมตอนหลังมีการทำเลียนแบบแซวเค้าด้วย

ถ้าบีจำไม่ผิด คือว่าบีฟังจากไกด์แล้วมาบันทึกเองทีหลังช่วงก่อนนอนน่ะค่ะ เค้าบอกว่าเมืองเฉิงตูเป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน อากาศมักจะครึ้ม ๆ มัว ๆ ชื้น ๆ ตลอดทั้งปี ไม่ร้อนจัด ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ตั้งอยู่แบบว่าในหุบเขา อุณหภูมิสูงสุดประมาณ 30 องศา ไม่เหมือนปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ที่จะมีอุณหภูมิถึง 40 องศาในฤดูร้อน และมีหิมะในฤดูหนาว

อาหารของมณฑลเสฉวนก้อจะเน้นที่รสเผ็ดและจัด คืนสุดท้ายก่อนกลับประเทศไทย เค้าก้อพาไปกินสุกี้เสฉวนซึ่งเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อของมณฑลนี้ บีว่ามันก้อรสชาดแปลก ๆ ดีนะคะ จะมีซุปสองแบบในหม้อซึ่งเค้าจะแยกให้เป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นซุปใสแบบจืด ๆ และส่วนที่เป็นซุปเผ็ดซึ่งจะมีทั้งรสเผ็ด แถมทานแล้วจะชาที่ลิ้นเนื่องจากสมุนไพรบางตัวที่เค้าใส่ไว้ในซุป ในร้านอากาศค่อนข้างร้อน แล้วก้อคนเยอะมาก แบบว่าจอแจ ไม่รู้ว่าเพราะเป็นวันเสาร์ด้วยรึป่าว น้ำจิ้มสุกี้ก้อจะเป็นน้ำมันงา แล้วให้เติมพวกเกลือ หรือพริกกันเอง ซึ่งต่างจากน้ำจิ้มของบ้านเรามาก หลาย ๆ คนในทริปไม่ค่อยชอบ แต่บีว่ารสชาดของสุกี้มันก้อแปลก ๆ ดี บีว่าอร่อยไปอีกแบบนึงนะคะ คุณวสันต์บอกว่า สุกี้เสฉวนแบบที่ famous มากที่สุดคือแบบ original ซึ่งหมายความว่า ซุปที่ใช้นั้นจะเป็นซุปเก่าที่เค้าเก็บไว้แล้วนำมาใช้เรื่อย ๆ พอคนทานเสร็จ ก้อจะตักเอาซุปไปเก็บไว้อีก เพื่อนำมาใช้ใหม่ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ทำให้น้ำซุปมีความเข้มข้นและอร่อย แต่คุณวสันต์บอกว่าเค้าคงไม่พาพวกเราไปทานสุกี้แบบออริจินัล เพราะคงเกรงว่าพวกเราจะรับประทานไม่ลง

ที่เฉิงตู เค้ามีสวนหมีแพนด้า ซึ่งไกด์บอกว่ามีแห่งเดียวในมณฑลเสฉวน และมีอยู่สิบกว่าตัวจากทั่วโลกที่มีอยู่ประมาณ 1,200 กว่าตัว ไกด์บอกว่าตอนนี้หมีแพนด้าจัดอยู่ในสัตว์ที่มีค่าที่สุดในโลกแล้วตอนนี้ บีก้อไม่แน่ใจนะคะว่าจริงรึป่าว ไกด์บอกว่า ปัจจุบันในประเทศจีนนั้น มีอยู่ 3 แห่งที่เป็น A Must to Visit นั่นก้อคือ 1. กำแพงเมืองจีนในปักกิ่ง 2. สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ในเมืองซีอาน และ 3. สวนหมีแพนด้า ในเมืองเฉิงตูซึ่งมีหมีแพนด้าเยอะที่สุดในประเทศจีนแล้ว เค้าบอกว่าสวนสัตว์ในปักกิ่งจะมีหมีแพนด้าเพียงสองตัว ส่วนมณฑลยูนนานไม่มีหมีแพนด้าเลย เนื่องจากภูมิอากาศไม่เหมาะ

ไปเที่ยวสวนหมีแพนด้า ก้อแวะเข้าชมพิพิธภัณฑ์ก่อน เพื่อหาความรู้ ก่อนที่จะนั่งรถเข้าไปชม ซึ่งก้อได้เห็นหมีแพนด้าที่เรียกว่า giant panda อยู่หลายตัวทีเดียว ตัวมันก้อจะสกปรกเล็กน้อย คงเพราะอยู่กลางแจ้ง จะมีหลาย ๆ ตัวที่อยู่ในกรง ที่พวกเราเข้าไปเดินดูด้วย เราได้เข้าชมวีดีโอเกี่ยวกับชีวิตหมีแพนด้าด้วย ซึ่งน่าทึ่งมาก ๆ ๆ เลย หมีแพนด้านั้น เวลาที่เกิดออกมา พวกอวัยวะหลาย ๆ ส่วน เช่นตา หู จมูก ยังพัฒนาไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ ตัวแดง ๆ เล็ก ๆ ไม่ค่อยเห็นอวัยวะบนใบหน้าเลย ในวีดีโอเค้าอธิบายว่า หมีแพนด้ามีปัญหาหลายอย่างซึ่งทำให้มันใกล้จะสูญพันธุ์ หนึ่งในนั้นก้อคือว่า ช่วงเวลาผสมพันธุ์ มันจะหาคู่ลำบาก กว่าจะได้ผสมพันธุ์กันแทบแย่ นอกจากนั้นแล้ว ตอนที่มันคลอด โอกาสที่ลูกจะรอดนั้นน้อยมาก ตัวอย่างที่เค้าฉายในวีดีโอคือว่า แม่หมีแพนด้าคลอดลูกออกมาแบบเหมือนไม่ค่อยรู้ตัว แล้วมันก้อไล่เขี่ยแล้วก้อเหมือนเหยียบลูกมัน น่าสงสารมาก ๆ ๆ ๆ หมีแพนด้าค่อนข้างขี้เล่น แล้วก้อจะสนิทกับคนเลี้ยงเร็ว ในวีดีโอจะเห็นคนเลี้ยงนั่งกอดหมีแพนด้าด้วย น่ารักดี

นอกจากสวนหมีแพนด้าแล้ว เราก้อไปเยี่ยมชม และสักการะวัดอู่โหว หรือวัดขงเบ้ง ซึ่งสร้างขึ้นเป็นอนุสรณ์แด่ท่านขงเบ้ง ภายในมีรูปเหมือนของเล่าปี่และกวนอูซึ่งเป็นวีรบุรุษสมัยสามก๊ก ซึ่งเวลานั้นได้ตั้งเมืองหลวงอยู่ที่เฉิงตูนี้ ไกด์ได้เล่าประวัติอะไรมากมายเกี่ยวกับท่าน ๆ ที่สำคัญเหล่านี้ ซึ่งน่าสนใจดีค่ะ พวกรูปปั้นนั้นก้อใหญ่อลังการดี แวะดูสุสานของเล่าปี่ด้วย ไกด์เล่าว่า ที่เมืองจีนมีสุสานท่านเล่าปี่อยู่สองแห่ง ซึ่งก้อยังไม่มีใครทราบแน่นอนว่า สุสานไหนเป็นสุสานที่แท้จริงที่บรรจุศพของท่านเล่าปี่

ที่เฉิงตูมีการแสดงที่ขึ้นชื่อมาก ๆ ซึ่งบีคิดว่าถ้าใครไปเที่ยวเฉิงตู ไม่ควรพลาดเข้าชมการแสดงพื้นเมืองงิ้วหน้ากาก (Changing face & spitting fire show) เค้าสามารถเปลี่ยนหน้ากากตัวเองได้ไวมากแบบไม่รู้ว่าทำได้ไง ภายในเสี้ยววินาทีเอง เห็นเค้าเล่าว่า เป็นการแสดงที่อนุรักษ์มาก ๆ และเค้าจะเลือกคนที่จะมาเรียนการแสดงนี้ด้วย โดยมักจะให้ผู้ชายเรียน เค้าเล่าว่าดาราฮ่องกงหลิวเต๋อหัวเคยมาสมัครเรียน แต่พอสมัครได้แล้ว รัฐบาลจีนออกมาห้าม เพราะว่าสงวนให้เฉพาะคนจีนเรียนเท่านั้น จริง ๆ แล้วในการแสดงนั้น มีการแสดงหลายชุดทีเดียว อีกชุดนึงที่พวกเราชอบมาก ๆ ก้อคือชุดที่มีคนมาใช้มือสร้างเงาเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ มีทั้ง ม้า นก กระต่าย หรือว่าหมาป่ากำลังค่อย ๆ กระเดือกกระต่ายเข้าไปในท้อง อืมมมม มันเหมือนมาก ๆ เลยนะคะ มือเค้าช่างอ่อนและพริ้วไหว แสดงอะไรออกมาได้มากมายเลยค่ะ น่าทึ่งมาก ๆ

เที่ยวเมืองเล่อซาน

เล่อซานได้ชื่อว่าเป็นพุทธจักรแห่งตะวันออก มีทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงามรายล้อมไปด้วยภูเขาต่าง ๆ พวกเราออกจากเฉิงตูแวะเมืองเล่อซานก่อนที่จะถึงง้อไบ๊เพื่อล่องเรือชมพระพุทธรูปแกะสลักองค์ใหญ่ที่สุดในโลกหรือเรียกว่าหลวงพ่อโต ซึ่งแกะสลักจากตัวภูเขาริมฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียงตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง องค์สูงถึง 71 เมตร ไหล่กว้าง 28 เมตร หน้าตักสามารถนั่งเรียงรายได้ร้อยกว่าคน หลังจากกลับมาจากทริปนี้ไม่นาน ได้มีโอกาสดูทีวี ซึ่งเค้าพาเยี่ยมชมองค์พระพุทธรูปองค์นี้ด้วย เค้าเล่า แล้วก้อมีรูปให้ดูจริง ๆ ด้วยว่า มีอยู่สมัยนึง ประชาชนในเมืองนั้นประสบภัยแล้งและอดหยาก องค์พระพุทธรูปองค์นี้ ได้กลายเป็นพระพุทธรูปปิดตา ซึ่งเค้าคิดว่า ท่านคงไม่อยากเห็นสภาพของประชาชนในขณะนั้น ในทีวีเค้ามีถ่ายรูปท่านตอนที่ปิดตาให้ดูด้วย น่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์มาก ๆ

บีเคยไปหลวงพ่อโตที่ฮ่องกงอยู่สามครั้ง ตั้งอยู่ที่เกาะลันตา ต้องเดินขึ้นบันไดไปหลายร้อยขั้นอยู่ ที่นั่นจะมีอาหารเจให้เราเลือกทานด้วย อร่อยมาก ๆ รสชาดดี แม้แต่หลาน ๆ บีที่ไม่ชอบอาหารเจยังติดใจเลย หลวงพ่อโตที่ฮ่องกงก้อองค์ใหญ่มากค่ะ แต่ใหญ่ไม่เท่าองค์หลวงพ่อโตที่เล่อซาน

เที่ยวเมืองง้อไบ๊

ง้อไบ๊นอกจากจะเป็นขุนเขาใหญ่ที่สลับซับซ้อนและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความงามแห่งธรรมชาติ ร่มรื่นด้วยพฤกษชาตินานาพันธุ์หลายพันชนิดซึ่งเป็นทรัพยากรอันมีค่าแล้ว ยังเป็น 1 ใน 4 แห่งยอดขุนเขาใหญ่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนาของจีน (ภูเขาสี่แห่งมี เขาง้อไบ๊ ผู่ถัวซัน จิ่วหัวซัน และอู่ไถซัน) บนเขามีวัดเก่าแก่มากมายหลายแห่งตามหุบเขาและยอดเขาจินติ่ง (Emei) เช่นวัดเป้ากั๋ว วัดหัวจั้น

วันนั้นวันที่ 19 ก.ค. ที่เราจะขึ้นไปบนยอดเขา วันนั้นฝนตกหนักตลอดทาง เมื่อเราไปถึงยอดเขาซึ่งใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมงในการขึ้นไปนั้น ปรากฏว่าช่วงที่เราไปเข้าห้องน้ำกัน ก้อมีไฟดับ พอเราออกมาจากห้องน้ำได้พักนึง ไกด์ก้อบอกว่า กระเช้าที่จะพาเราไปที่วัดนั้น เกิดไฟฟ้าช็อตทำให้กระเช้าไม่ทำงาน พวกเราก้อเลยตัดสินใจกลับลงมา เพราะไม่รู้ว่าเค้าจะซ่อมกระเช้าเสร็จเมื่อไหร่ อย่างไรก้อดี ในระหว่างที่ลงจากเขา เราก้อได้แวะอีกวัดนึง ที่ต้องนั่งกระเช้าไปเหมือนกัน เป็นอีกวัดนึงที่เก่าแก่มากที่สุด บีจำชื่อวัดไม่ได้ เพราะว่าไม่ทันจดเอาไว้ค่ะ ก้อยังถือว่าวันนั้นเราได้ทำบุญและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดังที่ตั้งใจไว้ค่ะ

เที่ยวเมืองลาซา มณฑลธิเบต

มาพูดกันถึงการตะลุยหลังคาโลกที่แท้จริงสักที ก่อนจะเล่าถึงรายละเอียดการเดินทาง บีขอเกริ่นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับธิเบตที่คุณวสันต์และไกด์ท้องถิ่นชาวจีนผู้หญิงอีกคนนึงเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่บินถึงสนามบินลาซา และสิ่งอื่น ๆ ที่บีสังเกตเห็นในธิเบตก่อนดีกว่าค่ะ

• 90% ของประชากรในธิเบตเป็นชาวธิเบตท้องถิ่นแท้ ๆ
• ชาวธิเบตนับถือศาสนาพุทธ และค่อนข้างเคร่งและศรัทธากับศาสนา ตอนเช้า ๆ คนธิเบตจะชอบออกมาเดินรอบ ๆ ตัวเมือง โดยถือระฆังหมุน ๆ ไปด้วย ไกด์บอกว่าภายในตัวระฆังบรรจุคัมภีร์ ปกติการสวดพระคัมภีร์จบหนึ่งรอบนั้นจะใช้เวลานาน แต่ถ้าหมุนระฆังนี้ไปมาแล้วไซร้ จะถือว่าหมุนหนึ่งรอบ เท่ากับสวดพระคัมภีร์จบไปหนึ่งรอบ บีฟังแล้วก้อรู้สึกทึ่งและอึ้ง เพราะรู้สึกว่าแบบนี้ก้อเป็น short cut ที่แบบว่าคงทำให้ชาวธิเบตรู้สึกว่าตนเองได้ทำบุญหรือทำสิ่งที่ดี ๆ เยอะมาก เวลาที่ถือระฆังนี้หมุนไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ วัน
• พืชผักมีราคาสูงกว่าเนื้อสัตว์ กล่าวกันว่าคนมีฐานะเท่านั้นที่จะรับประทานผักเยอะ เนื่องจากสมัยก่อน ผักมีราคาแพง และต้องมีการขนส่งมาจากมณฑลอื่น ๆ สมัยนี้ธิเบตเริ่มมีการปลูกผักกันเองบ้างแล้ว
• เมืองลาซาที่เราไป มีการแยกพื้นที่ออกเป็นเมืองเก่า และเมืองใหม่ ในสองปีที่ผ่านมา มีการสร้างโรงแรมใหม่ ๆ ตีกใหม่ ๆ รองรับการท่องเที่ยวเยอะมาก โรงแรมที่พวกเราอยู่กันนั้นเป็นโรงแรมสี่ดาวที่เพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเดือนเมษายนศกนี้ อย่างไรก้อตาม บีสังเกตว่าสิ่งต่าง ๆ ในโรงแรมแห่งนี้ยังเป็นอักษรจีนอยู่ ไม่ว่าจะมีรีโมทคอนโทรลแอร์ และทีวี แป้นโทรศัพท์ที่บอกว่าบริการต่าง ๆ นั้นต้องหมุนเบอร์อะไร เป็นต้น ส่วนกระดาษชำระในห้องน้ำก้อตลกมากเลย คือว่าม้วนนึงมันหนาแค่ประมาณครึ่งนึงของม้วนกระดาษชำระทั่ว ๆ ไปที่เราใช้กัน เค้าก้อมีให้สองม้วนในห้องน้ำตามปกติ แต่ว่าเราต้องคอยขอเพิ่มเรื่อย เนื่องจากความเล็กของม้วนกระดาษ นอกจากนี้ เรามักจะได้กลิ่นอาหารโชยเข้ามาตามชั้นซึ่งบีคิดว่าคงเป็นเพราะตอนสร้างโรงแรมนั้น การออกแบบและวางแผนทำได้ไม่ดี
• บีชอบดูช่อง CCTV9 China International Channel มาก เพิ่งมาสังเกตช่องนี้ตอนมาธิเบต เพราะว่าเป็นช่องเดียวที่พูดภาษาอังกฤษ ข่าวและรายการมีหลากหลายและน่าสนใจ เห็นบอกว่าเป็นช่องเดียวของจีนที่เป็นภาคภาษาอังกฤษ

ขณะที่เรากำลังเดินทางจากสนามบินมุ่งสู่ตัวเมืองลาซาซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลธิเบต ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งใช้เวลาประมาณเกือบสองชั่วโมงเพราะถนนหนทางยังไม่ค่อยเจริญนั้น (อ้อ ลืมบอกไปว่าคนขับรถที่นี่แย่มากเมื่อเทียบกับคนขับในเฉิงตู แล้วมรรยาทการขับรถในท้องถนนที่นี่ก้อแย่ มีการบีบแตรไล่กันเยอะ และไม่ค่อยมีระเบียบค่ะ) ไกด์ท้องถิ่นชาวจีนที่มาปักหลักทำงานอยู่ในธิเบตได้เกือบสองปีแล้ว (เธอเล่าว่า ตัวเธอเล็กลงเรื่อย ๆ จากการมาอยู่ธิเบต และหมอที่นี่ก้อบอกว่าปอดเธอโตขึ้น เห็นเธอบอกว่าคงจะย้ายกลับเมืองจีนเร็ว ๆ นี้) ก้อได้แนะนำวิธีปรับตัวในธิเบตให้พวกเราฟัง เธอบอกว่า อาการต่าง ๆ จะเริ่มภายหลังจากหกชั่วโมงที่เรามาถึงธิเบต โดยอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ ก้อได้แก่ การคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ เธอแนะนำวิธีเตรียมตัวต่อสู้กับอาการเหล่านี้ดังต่อไปนี้

• พูดน้อย ๆ ทำอะไรให้ช้าที่สุด อย่าถือของหนัก
• ห้ามอาบน้ำอย่างน้อยหนึ่งวันเต็ม ๆ เนื่องจากถ้าเป็นหวัดแล้ว จะมีโอกาสเป็นปอดบวมสูงมาก อันนี้ บีกะครอบครัวก้อเลยไม่อาบมันตั้งสามวัน มาอาบเอาวันสุดท้ายที่เดินทางกลับ อิ ๆ คือว่าไม่อาบแต่ก้อเช็ดตัว และทำความสะอาดที่จำเป็นนะคะ โชคดีที่อากาศในธิเบตเย็น
• ห้ามสูบบุหรี่ เนื่องจากจะทำให้ได้รับออกซิเจนน้อยลงกว่าปกติเข้าไปอีก
• ทานน้อย ๆ ในมื้อแรก ๆ จะได้ใช้พลังงานในการเผาผลาญน้อย
• พักเยอะ ๆ ในวันแรก ถ้าใครมึนหัวมาก ๆ ก้อจะมีกระป๋องออกซิเจนที่ขายให้สูดดมกัน

ขอบอกว่า บีเป็นคนที่พี่สาวและพี่เขยห่วงมากขณะที่มาถึงธิเบต เพราะว่ามีโรคประจำตัวแถมยังเป็นไข้หวัดอย่างหนักก่อนมาเที่ยวอีก แต่ปรากฏว่า พี่สาวบีทั้งสามคน รวมทั้งหลานสาว อ๊วกกันถ้วนหน้า แล้วก้อมีมึน ๆ หัว ส่วนบีนั้น มีแต่อาการมึนศีรษะเล็ก ๆ น้อย โดยเฉพาะตอนนอนค่ะ เห็นมีผู้ร่วมทริปสองสามคนเล่าให้ฟังว่าต้องนั่งนอน เพราะว่าถ้าล้มตัวลงนอนเมื่อไหร่ จะรู้สึกมึนหัวอย่างแรง ผู้ร่วมทริปอีกสิบกว่าคนก้ออ๊วกกันหลายคน ซื้อหมอนออกซิเจนกันหลายคน มีอยู่คนนึงต้องไปนอนให้น้ำเกลือด้วยค่ะ ส่วนบีจริง ๆ ก้อมีแค่อาการท้องเสียมากตอนที่อยู่ระหว่างการเดินทางจากสนามบินมาที่ตัวเมือง โชคดีที่วันแรกที่มาถึง เป็นวันแห่งการพักผ่อนและปรับตัว บีจึงมีโอกาสถ่ายเต็มที่ ทานยา แล้วก้อพัก ก้อเลยหายท้องเสีย ไม่งั้นถ้าท้องเสียตอนอยู่ข้างนอกคงเครียดกับสภาพห้องน้ำค่ะ

วันที่สองของการเดินทางนั้น เราไปเข้าชมวัดโจคัง หรือวัดต้าเจาซื่อ ซึ่งเป็นวัดสำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวธิเบต ชาวธิเบตจะมาแสวงบุญเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลอาจมีคนนับแสนนับล้านเข้าสู่วัดนี้ สถาปัตยกรรมดูยิ่งใหญ่เห็นบอกว่ามีรูปผสมผสานระหว่างธิเบต จีน เนปาลและทางตอนเหนือของอินเดีย มีอายุนับพันปี รอบ ๆ ตัววัดจะเห็นมีชาวธิเบตมาแสวงบุญโดยการเดินคลาน กราบแบบอัฐฏางค์ประดิษฐ์คือการบูชาสูงสุดของชาวพุทธ โดยให้อวัยวะบนร่างกายทั้งแปดจุดสัมผัสพื้นดิน ไกด์บอกว่าคนเหล่านี้บางทีมากราบแบบนี้ทั้งวันเลย แล้วก้อหลาย ๆ คนจะมาเดินรอบ ๆ วัดทุก ๆ เช้า โดยจะเห็นแต่ละคนถือกระติกน้ำร้อนซึ่งภายในบรรจุน้ำมันบูชาไว้ ชาวธิเบตมีความผูกพันกับวัดนี้มาก และถือว่าการได้มาไหว้พระที่วัดนี้สักครั้งถือว่ามีบุญอย่างใหญ่หลวง ภายในวัดใหญ่มาก ไกด์บอกว่าพวกเราโชคดีที่มาตอนเช้า เพราะว่าถ้าเป็นสาย ๆ แล้ว เค้าจะปิดหลาย ๆ ส่วนของวัดนี้ ทำให้ไม่สามารถเข้าชมได้ เราได้เห็นชาวธิเบตมากมายในวัดที่มารอเข้าแถวถือกระติกน้ำมันเพื่อรอสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในส่วนต่าง ๆ พวกเราเดินดูและไหว้รอบ ๆ และมีอยู่ที่นึง ที่พี่เขยเข้าไปพูดคุยกับลามะแล้วลามะเปิดให้พวกเราเข้าไปชมสักการะ หลังจากนั้นก้อเปิดหีบใหญ่ ๆ แล้วหยิบซองสีเหลือง ๆ ที่ภายในบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์แจกพวกเราคนละซอง วันนั้นรู้สึกว่าไหว้พระ ทำบุญได้ชุ่มชื่นหัวใจมากค่ะ

อ้อ รอบ ๆ ตัววัดโจคังนั้น ก้อจะเป็นตลาดแบบธิเบต เรียกว่าถนนแปดเหลี่ยม ซึ่งตั้งอยู่รอบ ๆ ตัววัด มีสินค้าพื้นเมืองมากมายซึ่งชวนให้บีระลึกถึงความหลังครั้งไปเที่ยวเนปาล เนื่องจากของที่ขายก้อจะคล้าย ๆ กัน เพียงแต่ว่าในธิเบต จะไม่ค่อยมีพวกกระเป๋าปักแบบที่เนปาลค่ะ มาธิเบตเนี่ย บีต่อราคาสินค้าสนุกสนานมาก ๆ ไม่คิดว่าเค้าจะบอกผ่านขนาดนี้ ซื้อแหวนเงินที่มีเทอร์คอยซ์ด้วย เค้าตั้งราคาที่ 350 หยวน ซึ่งบีต่อราคาลงมาได้เหลือ 90 หยวน หรือว่าสร้อยเส้นนึงราคา 125 หยวน บีต่อเหลือ 15 หยวน กล่องใส่เครื่องประดับซึ่งน่ารักมาก ๆ งานก้อประณีต บีต่อจาก 65 เหลือ 15 หยวน ตอนหลังมีเพื่อนร่วมทริปหลาย ๆ คนเห็น ก้อชอบมาก ๆ กล่องที่บีซื้อ เห็นมีขายอยู่เจ้าเดียว เจ้าอื่น ๆ เป็นกล่องอีกสไตล์นึงซึ่งคล้าย ๆ ที่บีซื้อในเนปาล แต่ความละเอียดของงานต่ำกว่าเยอะ บีเลยไม่สนใจ โชคดีมาเจอกล่องอีกแบบนึงที่ว่าน่ะค่ะ น่ารักมาก ๆ งานก้อเรียบร้อย แถมได้ราคาดีอีกด้วย ดีใจมาก ๆ ที่ได้ของถูกใจ ถึงแม้ว่าพี่สาวจะหาว่าบีไร้สาระก้อตาม อิ ๆ

ตอนบ่าย ถึงเวลาที่พวกเราจะเข้าชมพระราชวังโปตาลา (The Potala Palace) ว่ากันว่าพระราชวังแห่งนี้เป็นสถานที่เลื่องชื่อที่สุดในโลก สร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 13 โดยกษัตริย์องค์แรกของธิเบตสร้างให้กับพระมเหสีสององค์ที่เป็นชาวจีนและชาวเนปาล มาภายหลังพระราชวังแห่งนี้ได้เป็นพระราชวังฤดูร้อนขององค์ดาไลลามะ และเป็นสถานที่ศึกษาพระธรรม ภายในวัดแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนสีแดง เป็นส่วนพุทธวาส ประกอบด้วยสถูปทองคำของมีค่าต่าง ๆ ห้องโถงสำหรับทำพิธีขนาดใหญ่หลายห้อง หอสวด หอปฏิบัติสมาธิ และแท่นบรรจุศพดาไลลามะองค์ก่อน ๆ 8 แท่น แท่นที่วิจิตรปราณีตที่สุดคือแท่นที่เก็บศพของดาไลลามะองค์ที่ห้า สูง 50 ฟุต ตกแต่งด้วยวัสดุมีค่า เช่น ทอง เพชร พลอย นกการะเวก หินปะการัง และไข่มุก และส่วนสีขาว คือเขตสังฆวาส เป็นส่วนพำนักสงฆ์ โดยมีส่วนเชื่อมเป็นสีเหลืองให้เดินสัมผัสโปตาลาได้อย่างทั่วถึง

ไกด์บอกพวกเราว่า ปัจจุบันรัฐบาลจำกัดเวลาเข้าเยี่ยมชมพระราชวังโปตาลา และจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวให้เข้าชมได้ประมาณไม่เกิน 2,000 คนต่อวัน และไม่เกินสองชั่วโมงในการเข้าชม พวกเราได้รับอนุญาตให้เข้าชมได้เวลา 12:20 น. โดยมีสี่คนในคณะที่ขอกลับไปพักผ่อน เพราะเกรงว่าจะไม่ไหว เนื่องจากมีอาการคลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียน สองในนั้นคือพี่สาวคนโตและหลานสาวบีเองค่ะ ที่ขอบาย เพราะไกด์บอกว่า การขึ้นไปชมพระราชวังนี้เปรียบเทียบได้กับการขึ้นบันไดสามพันขั้น จริง ๆ บีฟังแล้วยังหนาวเช่นกันว่าจะไหวรึป่าว เพราะสภาพร่างกายไม่ค่อยอำนวย แต่ใจมันสู้ค่ะ และก้อคิดว่า ถ้าไม่ไหวจริง ๆ ก้อคงนั่งรออยู่ที่บันไดขั้นที่ร้อยกว่า หรือพันกว่า ก้อยังดีกว่าไม่ได้ลองน่ะค่ะ ปรากฏว่าทุกคนที่ขึ้นไป ก้อทำสำเร็จกันทุกคนค่ะ พวกพี่สาวบีต่างก้อพากันทึ่งที่บีทำได้ ก้อมีการหยุดพักเป็นระยะ ๆ น่ะค่ะ บีว่าไกด์ก้อเวอร์นะคะ จริง ๆ แล้วทางขึ้นไปช่วงแรก ๆ ไม่ได้เป็นบันได แต่เป็นทางลาด โดยที่พวกเราค้นพบว่า ถ้าเดินขึ้นไปโดยหันหลังเดินขึ้น จะไม่ค่อยเหนื่อยเลย จริง ๆ นะคะ ใครอยากลองดูก้อไม่สงวนลิขสิทธิ์ค่ะ แล้วก้อมีเป็นช่วง ๆ ที่ต้องขึ้นบันได บันไดบางแห่งชันมาก พอขึ้นไปแล้วหายใจแทบไม่ทัน อย่าลืมนะคะว่า อากาศในธิเบตเบาบาง ทำอะไรนิดหน่อยก้อเหนื่อยแล้ว ขนาดบีเปลี่ยนเสื้อผ้ายังเหนื่อยเลย คิดดูละกันค่ะ

ในวันที่สามของการเดินทางนั้น ตอนเช้า เราก้อไปเข้าชมพระราชวังนอปูลินคา (Norbulinka Jewel Park) หรือตำหนักสวนอัญมณี สวนเพชร (Precious Stone Garden) มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 360,000 ตร.ม. สร้างใน ค.ศ. 1750 โดยดาไลลามะองค์ที่ 7 และทุกองค์จะสร้างต่อกันมาจนกลายเป็นพระราชวังฤดูร้อนที่สมบูรณ์ (ส่วนฤดูหนาวก้อจะพักที่พระราชวังโปตาลา) ดาไลลามะองค์ที่ 14 ก้อได้ใช้เงินส่วนตัวสร้างด้วย แต่พำนักได้แค่สองปีก้อต้องลี้ภัยไปอยู่อินเดีย ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ได้เปิดเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจของประชาชนด้วยค่ะ

ช่วงบ่าย พวกเราก้อไปนมัสการวัดเจ๋อปั้ง (Drepung) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมืองลาซา เป็นวัดขนาดใหญ่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1416 เป็นที่พำนักขององค์ดาไลลามะมาก่อน ก่อนที่ดาไลลามะองค์ที่ 5 จะบูรณะพระราชวังโปตาลาขึ้นมาเป็นที่พำนักแทน

ทริปในธิเบตนั้น บีว่าสถานที่ที่บีรู้สึกว่าอลังการณ์และเป็น Highlight ของธิเบต ก้อคือพระราชวังโปตาลา และวัดโจคังค่ะ รู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่ และมีมนต์ขลังแฝงอยู่ คืนวันที่เราทำบุญนั้น ก้อตรงกับวันเข้าพรรษาพอดี พวกเรามารวมกันในห้องพี่เขย แล้วก้อเสวนาธรรมกัน มีการขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย ให้พวกเรามีความสุขกัน

กลับมาจากทริปนี้แล้ว พี่สาวก้อมาเล่าให้ฟังว่า พี่เขยชมว่าบีใจเย็นขึ้นเยอะ ไม่มีการบ่นหรือว่าอาละวาดอะไร อิ ๆ ก้อปกติบีจะขี้รำคาญค่ะ แต่ก้อรู้สึกตัวเองอยู่เหมือนกันว่า ตัวเองใจเย็นอย่างประหลาดค่ะในทริปนี้ ทั้ง ๆ ที่มีอะไรให้บ่นหลาย ๆ อย่าง ไม่ใช่ความไม่สะดวกสบายนะคะ แต่เป็นเรื่องของมรรยาทของคนบางคนน่ะค่ะ นอกจากนี้ ก้อมีพี่สาวและพี่เขยที่ชมว่าบีเก่ง ที่สามารถเดินขึ้นไปชมพระราชวังโปตาลาได้ ทั้ง ๆ ที่ยังเดี้ยงอยู่ บวกกับสุขภาพบีที่ไม่ค่อยดีด้วย ในขณะที่พี่สาวซึ่งเคยไปลุยแชงกรีลามาแล้ว (อยู่ในระดับที่สูงจากระดับน้ำทะเลเยอะเช่นกัน แต่ทริปนั้น เห็นพี่สาวเล่าว่า ค่อย ๆ เดินทางจากที่ต่ำ ขึ้นที่สูง จึงค่อย ๆ มีการปรับตัว) กลับขึ้นไปไม่ไหว และยังเสียดายว่าไม่ได้ขึ้น เห็นบอกว่าจะกลับไปตะลุยหลังคาโลกอีกเพื่อขึ้นไปให้ถึงพระราชวังนี้ค่ะ

Wednesday, July 13, 2005

Motivating Yourself...

เคยรู้สึกท้อแท้รึเปล่าค่ะ ตัวบีเองก้อมีรู้สึกบ้างค่ะ แต่โชคดีหน่อยที่บีมีครอบครัวที่ดี คอยให้กำลังใจ และสนับสนุนบีตลอดเวลา นอกจากนี้แล้ว บียังพบว่าหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างที่บีได้อ่าน หรือประสบกับตัวเองก้อมีส่วนในการเพิ่มกำลังใจ หรือว่าทำให้เราคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เรากำลังเจออยู่นั้น ก้อไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่ วันนี้บีก้อเลยอยากเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อจะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่านไม่มากก้อน้อยค่ะ

จริง ๆ แล้วความเคร่งเครียดและความวิตกกังวลเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วมักจะทำให้เรารู้สึกอารมณ์ไม่ดี ทำให้ท้อถอย ท้อแท้ หรือไม่อยากทำอะไรเลยชั่วขณะ ทางกองสุขภาพจิตเคยเขียนแนะนำไว้ว่า วิธีง่าย ๆ ในการขจัดหรือลดความเครียดที่เกิดขึ้นซึ่งได้ผลดีถ้าหากลองนำไปใช้ดูมีดังต่อไปนี้ค่ะ

1. พูดออกมา คือพูดคุยกับคนที่เราเชื่อใจได้ ซึ่งจะทำให้ความตึงเครียดลดลง บีก้อมีครอบครัว หรือว่าเพื่อนสนิทนี่แหละค่ะ ที่จะพูดคุย ปรึกษาได้ จะปรึกษาใครก้อขึ้นอยู่กับเรื่องที่ไม่สบายใจด้วย ถ้าเป็นเรื่องงานก้อมักคุยกับเพื่อนที่เข้าใจลักษณะงานของบีมากกว่า เพราะเค้าจะเข้าใจสถานการณ์และเห็นอะไรได้ลึกซึ้งกว่า เป็นต้น

2. หนีไปชั่วขณะ เช่น ไปดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ เล่นกีฬา จะทำให้อารมณ์และสติปัญญาดีขึ้น พร้อมที่จะกลับมาเผชิญหน้ากับความยุ่งยากใจต่อไปได้เป็นอย่างดี เวลามีอะไรไม่สบายใจ สิ่งแรกที่บีนึกถึงคือบ้านค่ะ อยากรีบกลับบ้านมาอยู่กับคุณแม่และพี่น้อง รู้สึกว่ามันอบอุ่น และเป็นเกราะป้องกันตัวเราได้อย่างดี นอกจากนี้ก้ออาจจะหมกตัวอยู่ในห้อง นั่งฟังเพลง ปล่อยใจล่องลอย ก้อช่วยได้ค่ะ

3. หาทางออกเมื่อโกรธ ควรเก็บความรู้สึกโกรธไว้ก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วไปทำกิจกรรมอย่างอื่น หลายครั้งที่เวลาเราโกรธ มักพูดอะไรออกมา หรือทำอะไรลงไปแล้วมาเสียใจภายหลังซึ่งจริง ๆ มันไม่ดีเลย บีเองก้อเคยเป็นค่ะ แต่โชคดีที่ไปปากไม่ดีกะคนที่บ้าน ซึ่งเค้าก้อพร้อมจะให้อภัยเราเสมอ คิดดูสิคะว่าถ้าเป็นคนอื่น เค้าอาจจะเลิกคบกับเรา หรือว่าไม่สนิทใจกับเราแบบที่ผ่านมาก้อได้

4. ให้โอกาส มีการประนีประนอม รับฟังคนอื่นเพราะบางครั้งเราอาจเป็นฝ่ายผิดก็ได้ ถ้าเป็นฝ่ายถูกก้อหาหลักฐานมาอ้างอิง หันหน้าเข้าหากัน

5. ทำประโยชน์ให้ผู้อื่น ถ้ารู้สึกกลุ้มใจท้อแท้ตลอดเวลา ลองทำงานให้คนอื่นแล้วจะรู้สึกว่าตนเองมีค่าขึ้นที่ได้ทำประโยชน์ต่อคนอื่น บางทีบีก้อไปทำบุญโลงศพค่ะ หรือไม่ก้อทำบุญทำทานซึ่งทำให้สุขใจได้พอสมควรค่ะ

6. ทำเพียงอย่างเดียว คือทำสิ่งที่สำคัญและด่วนที่สุดก่อน บางครั้ง การทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ทำให้คุณรู้สึกเครียด และไม่รู้ว่าจะทำสิ่งไหนก่อน จากประสบการณ์ในการทำงาน บีก้อมักจะเจอแต่งานด่วน ๆ เยอะแยะไปหมด งานที่ปรึกษามักจะทำให้เราเครียด เพราะว่ากำหนดการนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดโดยเฉพาะสิ่งที่สัญญากับลูกค้า ดังนั้น การทำแผนงาน การติดตามงานอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้เราทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นล่วงหน้า และแก้ไขได้ดีกว่า รวมทั้งสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้หากจำเป็นด้วย

7. หลีกเลี่ยงความเป็นคนเก่ง จริง ๆ แล้วบีก้อไม่รู้ว่าตัวเองเก่งมั้ย แต่มักจะมีคนชมอยู่บ่อย ๆ ว่าเก่ง อิ ๆ โดยเฉพาะจากคนที่แช็ทด้วย เค้ามักบอกว่าบีฉลาด แล้วก้อ witty สามารถโต้ตอบทันควัน โดยใช้ความคิดด้วย ส่วนตัวบีเองไม่ชอบคนที่คุยโอ้อวดว่าตัวเองเก่งหรือว่าเหนือคนอื่น บีว่าคนเหล่านี้น่ะ แท้จริงแล้วต้องการปลอบใจหรือบอกกับตัวเค้าเองเพื่อให้ตัวเองมั่นใจว่าตัวเองเก่ง อาจจะแบบว่าไม่มีคนอื่นคอยชมมั้งคะ พวกนี้บีว่ามีปัญหาหรือปมด้อยทางด้านจิตใจ ขอโทษด้วยนะคะ หากว่าบีปากจัดไปหน่อย

8. เข้าใจที่จะติชม จริง ๆ แล้ว การชมไม่ได้ต้องใช้พลังงานหรือความพยายามมากเลย แต่กลับมีผลมากมายต่อจิตใจของผู้รับคำชม คนเราทำอะไรดี ก้อหวังจะให้คน recognized ทำอะไรผิดก้อหวังจะให้คนให้อภัย การติคนอื่นก้อควรทำด้วยเหตุผล มีการยกตัวอย่างว่าทำไมถึงได้ติเค้า แล้วก้อสอนด้วยว่าควรจะทำอย่างไรถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ไม่ใช่ติลูกเดียว

9. หยุดการชิงดีชิงเด่น ส่วนตัวบีเองนั้น บีไม่ชอบไปแข่งกะใคร คติในการทำงาน หรือว่าทำอะไรก้อแล้วแต่ก้อคือ ทำให้ดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง ผลที่ได้เท่าที่สังเกตก้อคือ นาย หรือว่าคนอื่น ๆ มักจะมองเห็นเองว่าบีเป็นอย่างไร ถึงแม้บางครั้ง จะมีคนที่เหมือนมาแก่งแย่งชิงดี เอาหน้า แต่เค้าก้อจะพ่ายไปเองในที่สุด เพราะถ้าเรามีความรู้ ความสามารถแล้ว มันจะแสดงออกมาเองโดยทำให้คนอื่นรับทราบว่าจริง ๆ แล้ว งานมันผลิตมาจากไหน และใครกันแน่ที่ทำงานจริง ๆ หรือว่าบีโชคดีก้อไม่รู้นะคะ ที่คนอื่นมองเห็นความดี ความตั้งใจ ความสามารถของบี เพราะเท่าที่เคยได้ยินได้ฟังมา คนบางคน ก้อมักถูกเอาหน้า แต่อย่างไรก้อตาม บีว่าการชิงดีชิงเด่น มันก้อไม่ได้ดีต่อสภาพจิตใจเราสักเท่าไหร่นะคะ ทำวันนี้ให้ดีที่สุดดีกว่า

10. ทำตัวให้พร้อมเสมอเพื่อรับสถานการณ์ อันนี้อาจจะมาจากประสบการณ์ด้วย คือว่าถ้าเราเจออะไรมามาก เราก้อจะรู้สึกพร้อมมากขึ้นเมื่อเจอสถานการณ์ต่าง ๆ ยิ่งเราเจอปัญหามาก เราก้อจะแกร่งขึ้น และจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดีขึ้น เดี๋ยวนี้พอเจอปัญหาอะไร บีก้อไม่ค่อยกังวลมาก หรือเครียดมากเท่าเมื่อก่อน แน่นอน ความเครียดและความกังวลมันก้อคงยังมีบ้าง แต่รู้สึกว่าจัดการกับมันได้ดีขึ้นค่ะ เพราะงั้น คนที่รู้สึกไม่ดีเพราะว่าเจอปัญหาบ่อย ๆ ขอให้คิดในทางกลับกันนะคะว่ามันจะทำให้คุณแกร่งมากขึ้น และจัดการกับปัญหาได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ

11. จัดตารางเพื่อพักผ่อน หากสุขภาพไม่ดีแล้ว อะไร ๆ ก้อแย่ไปหมดค่ะ ควรมีเวลาส่วนตัวเพื่อพักผ่อน หรือว่าทำอะไรที่เราชอบบ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ การฟังเพลง การพูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิท การออกกำลังกายเบา ๆ การนอนหลับ การทำงานอดิเรก ทำ ๆ เข้าไปเถอะค่ะ ให้มันเพลิน ๆ บีเคยอ่านหนังสือซึ่งบอกว่า เวลาจิตใจมีสมาธิ ซึ่งอาจเกิดจากการทำงานอดิเรกหรือทำอะไรเพลิน ๆ แล้ว โอกาสที่จะทำให้เราคิดแก้ปัญหา หรือตรึกตรองเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ จะมีมากขึ้น เค้ายกตัวอย่างว่า แค่นั่งทอผ้าไปเรื่อย ๆ จิตก้อเกิดสมาธิ ทำให้ตรึกตรองอะไรต่าง ๆ ได้ดีขึ้น คิดหาทางออกในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น คนเราไม่ควรครุ่นคิดกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งนาน หรือว่ามากเกินไปนะคะ จะทำให้เราเป็นโรคซึมเศร้าได้

นอกจากนี้แล้ว ประสบการณ์ส่วนตัวของบีในการ motivate ตัวเอง ที่ได้จากการอ่านบ้าง การพูดคุย หรือแช็ทกะคนอื่นบ้าง ก้ออย่างเช่น เค้าบอกว่าอย่าไปวัดความสำเร็จที่ความร่ำรวย แต่ที่ความสุขและสิ่งที่คุณได้เรียนรู้ ให้เรากล้าที่จะเดินและไม่กลัวความล้มเหลว เพราะว่าคนที่ไม่เคยล้มเหลวเลย คือคนที่ไม่เคยกล้าเสี่ยงที่จะทำอะไรเลย ซึ่งทำให้คน ๆ นั้น ไม่เคยได้เรียนรู้อะไรเลย และอาจจะไม่เคยมีโอกาสได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และสิ่งดี ๆ ให้กับชีวิตเลยก้อได้

เมื่อคุณท้อแท้หรือล้มลง ให้เอาหลังของคุณล้มแนบกับพื้น เพราะว่าถ้าคุณยังสามารถมองเห็นฟ้าแล้ว คุณก้อยังสามารถลุกขึ้นได้อีกครั้งนึง อันนี้บีก้อไม่แน่ใจว่ามันเกี่ยวอะไรกันกับถ้าล้มแบบคว่ำหน้าลงมันจะลุกไม่ขึ้นหรืออย่างไร อิ ๆ

อ้อ ให้รางวัลกับชีวิตตัวเองบ้างนะคะ อยากไปสปา หรือไปนวดน้ำมันก้อไปบ้าง มันก้อผ่อนคลายและมีความสุขดีนะคะ จะขัดผิว นวดตัว นวดหน้าบ้าง ก้อทำ ๆ ไปเถอะค่ะ ทำงานมาเยอะแล้ว ก้อ spoil ตัวเองบ้าง เคยมีคนพูดถึงหนังสือ Toxic at work ซึ่งพูดถึงว่าการทำงานของคนเราในปัจจุบัน เจอความเครียดเยอะ ทำให้เกิดพิษต่อร่างกายได้ ทำงานหาเงินได้ ถ้าเก็บไว้อย่างเดียวโดยไม่ใช้ หากเราเป็นอะไรไปก้อจะมาเสียดายว่าไม่ได้ให้รางวัลกับชีวิตบ้าง บีก้อไม่ได้หมายความว่าจะให้ใช้เงินลูกเดียว คือมันก้อคงต้องมีการวางแผนบ้าง คือมีทั้งเก็บออม มีทั้งส่วนที่จะใช้เพื่อตัวเองบ้าง ไปท่องเที่ยวหาความรู้และความสุขบ้าง สำหรับบี ก้อมีทั้งเก็บ ทั้งให้คุณแม่ ทั้งทำประกันชีวิตและสุขภาพ ทั้งท่องเที่ยวไปทั่ว ทั้งซื้ออาหารเสริมสุขภาพ ทั้งมีไปสปาบ้าง หรือซื้อผลิตภัณฑ์มาขัดผิวบ้าง บำรุงผม บำรุงผิวบ้าง มันก้อรู้สึกดีเหมือนกัน คือบีว่ามันก้อให้คุณค่าต่อจิตใจนะคะ ให้ตังค์คุณแม่ เห็นคุณแม่ยิ้มก้อชื่นใจแล้ว ท่านเลี้ยงเรามาเยอะ มีโอกาสก้อตอบแทนท่านบ้าง เวลาท่านไปเที่ยวต่างประเทศ ก้อออกค่าทัวร์ให้บ้าง หรือว่าให้ค่าทานขนมท่านบ้าง ท่านก้อปลื้มแย่แล้ว ผลที่ได้ก้อคือความสุขใจของเราเช่นกัน ที่เห็นคนที่เรารักมากมีความสุข อีกอย่างคือ บีมักจะพาครอบครัวและหลาน ๆ ไปทานข้าว หรือว่าเวลาเราไปเที่ยวกัน ก้อจะออกค่ารถ ค่าที่พักให้บ้าง อันนี้ก้อเป็นความสุขใจอย่างนึงเหมือนกัน

ที่พูด ๆ มา คืออยากให้เราลองนั่งคิดดูซิว่า อะไรบ้างที่ทำให้เรามีความสุข การทำให้คนอื่นมีความสุขก้อมีส่วนทำให้เรามีสุขได้เช่นกัน เงินไม่ใช่ทุกอย่าง แต่จะว่าเงินไม่สำคัญเลยก้อไม่ใช่ คนเราต้องยึดหลักสมดุลย์ หาเงินแล้วก้อใช้เงินบ้าง ทำอะไรเพลิน ๆ ที่ให้คุณค่าต่อจิตใจ ท้ายที่สุดแล้ว การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น จุดดีคือ เราสามารถคิด พูด วางแผน สื่อสาร และทำอะไรได้เยอะแยะ ดังนั้น เราควรที่จะใช้ข้อดีเหล่านี้ มาทำให้เรามีความสุขในการดำเนินชีวิตในโลกนี้ด้วย ดีมั้ยล่ะคะ ???

Holidaying in Nepal...

วันนี้ขอเล่าเรื่องราวการไปเที่ยวเนปาลตามคำขอของน้องเดวิดค่ะ ดีใจมากที่มีคนหลงเข้ามาอ่านบทความของบี อิ ๆ ยังไงก้อช่วยเผยแพร่ด้วยนะคะ เผื่อจะดังค่ะ

จำได้ว่าอยากไปเที่ยวเนปาลหลายครั้งแล้ว จนในที่สุดหาคนไปด้วยได้ก้อเมื่อเกือบสองปีที่แล้ว ถ้าใครอยากไปเที่ยวเนปาล ช่วงที่อากาศดี แล้วก้อเห็นวิวทิวทัศน์ชัดเจนโดยเฉพาะ Mt. Everest นั้นก้อจะเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ค่ะ บีไปเนปาลปี 2003 ตั้งแต่ 25 ต.ค. ถึง 2 พ.ย. 9 วัน 8 คืน อากาศเย็นกำลังสบาย แต่ก้อมีบางเมืองที่ค่อนข้างร้อนอยู่เหมือนกัน ช่วงเดือน ต.ค. หรือ พ.ย. นั้น เค้าจะมีงานทางศาสนาที่สำคัญและยิ่งใหญ่อยู่สองงาน บีกะเพื่อนก้อมีโอกาสได้ร่วมเฉลิมฉลองอยู่งานนึง โดยเจ้าของทัวร์ที่บีติดต่อนั้น เชิญให้บีกะเพื่อนร่วมงานในครอบครัวของเค้าด้วย

ทัวร์เนปาลของบีนั้น บีใช้ travel agent ท้องถิ่นที่เพื่อนแนะนำ เป็นคนช่างพูดมากเลย มีการติดต่อทางอีเมล์พอสมควรก่อนจะเดินทาง โดยที่บีบอกสไตล์และคอนเซปต์การท่องเที่ยว สิ่งที่อยากทำ เวลาที่มี ให้กับเค้าช่วยจัดให้ เค้าก้อวางแผนมาให้ แล้วก้อมีการปรับเปลี่ยนบ้าง รวมทั้งตกลงราคากัน อืม ทริปนี้ไม่แพงเลย รวมค่าตั๋วเครื่องบิน ที่พัก ไกด์ รถส่วนตัวที่มีคนขับ รวมทั้งน้ำมัน และอาหารแล้ว อยู่ที่ประมาณ 35,000 บาทเอง ใครอยากได้ Itinerary หรือว่ารายละเอียดแผนการท่องเที่ยวแล้วก้อชื่อไกด์ที่ติดต่อก้อสามารถขอบีได้นะคะ หลังจากที่บีกลับมา ก้อมีแนะนำให้เพื่อนอีกคนนึง ซึ่งก้อไปเที่ยวเนปาลกับเพื่อนเค้าในปีถัดมา ซึ่งเค้าก้อชี่นชอบมากค่ะ

การไปเที่ยวเนปาลครั้งนี้ ทำให้บีได้รู้ว่า คนแขกเนปาลนั้น มีความซื่อ จริงใจ มากกว่าแขกอินเดีย คือจะไปเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย การช็อปปิ้งที่นั่นก้อต้องต่อราคากันยกใหญ่ แบบว่าคล้าย ๆ ตอนไปอินโดนีเซีย ช่วงแรกจะซื้อของได้ราคานึง พออยู่ไปอยู่มา ของชนิดเดียวกันที่ซื้อ เราจะซื้อได้ในราคาประมาณครึ่งนึงของที่ซื้อครั้งแรก มันน่ามั้ยล่ะ แล้วเวลาเดินเข้าร้านไหน เค้าก้อมักจะถามเราก่อนว่า How much you give me? บีก้อมักจะตอบไปว่า You tell me, how much you can give me อิ ๆ แหม เล่นมาถามแบบนี้ได้ไง เรายิ่งไม่รู้ราคาอยู่ด้วย เพราะงั้นถ้าไปช็อป ให้ต่อมาก ๆ ไว้ก่อน ประมาณ 50-70 % จากราคาเต็ม บีกะเพื่อนไม่ค่อยกล้าต่อมาก แต่ภายหลังอย่างที่บอก ค้นพบความจริงว่าของที่ซื้อในวันแรก ๆ แพงกว่าที่ซื้อในวันหลัง ๆ มาก

สำหรับทริปเนปาลครั้งนี้ เราก้อไปเที่ยวเมืองสำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้ค่ะ:

1. Kathmandu เราพักกันที่ถนนเส้นที่เหมือนถนนข้าวสารมากค่ะ ชื่อ Thamel road มีร้านรวงเยอะแยะไปหมด ถนนก้อเป็นเส้นยาว ๆ ให้เดินได้เพลิน ๆ วันแรกที่ไปถึงไกด์ของเราก้อพาไป Durbar Square กับ Swoyambhunath ซึ่งเป็น World Heritage หรือบางคนเรียกว่า Monkey temple เนื่องจากมีลิงเยอะ หลังจากนั้น พวกเราก้อไปบ้านของไกด์ตามคำเชิญเพื่อดูพิธีบูชาเจ้าแม่ลักมี คือว่าช่วงนี้เป็นเทศกาลที่เรียกว่า Tihar Festival ซึ่งจะมีพิธีอยู่ห้าวัน ถนนหนทางและบ้านเรือนต่าง ๆ ล้วนประดับประดาด้วยดอกไม้สีเหลือง ตรงขอบประตูบ้าน มีการเปิดไฟ จุดเทียน ไกด์ของเรามีการแต้ม Tika ที่หน้าผากให้เราสองคน เป็นสีแดง เค้าบอกว่าเพื่อความโชคดีและร่ำรวย เค้าจะมีไหว้ขนมหวานมากมายหลายชนิด คืนนั้นพวกเราทานข้าวเย็นที่บ้านเค้า ดื่มเบียร์ท้องถิ่นรสชาดดีไม่ขม แล้วก้อกิน Mutton ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของเนปาลมั้ง ไกด์เล่าว่า อาหารหลักของเนปาลจะเป็นพวกผักและถั่วเยอะ พวกเนื้อสัตว์จะไม่ค่อยมี หรือมีก้อจะมีนิดหน่อย แล้วแต่ฐานะครอบครัวด้วย ส่วนวันถัดไปเค้าก้อให้ไกด์ท้องถิ่นพาไปดูวัดวาอารามของเนปาลที่เป็นวัดฮินดู เป็นสถูปที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ Pashupatinath มีศิวลึงค์มากมายซึ่งเค้าบอกว่าเป็นตัวแทนของพระศิวะ แล้วก้อเห็นแท่นเผาศพตามวรรณะ เรียงรายอยู่รอบ ๆ เห็นพิธีเผาศพด้วย เค้าเอาศพวางบนแท่น ซึ่งแท่นเหล่านี้เรียงรายอยู่ตามแม่น้ำของวัดแห่งนั้น ไกด์เล่าให้ฟังว่า ปกติแล้วเวลามีคนตาย เค้าจะมีการรวมญาติแล้วก้อนำไปเผาเลย ลูกชายทุกคนของผู้ตายต้องอยู่แต่ในห้องเงียบ ๆ เพื่อสวดมนต์ ไม่แตะต้องอะไรเลย จากนั้นก้อไปดูพวก จัตุรัสต่าง ๆ บีชอบมาก มีความรู้สึกว่าสถาปัตยกรรมของเนปาลมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก แล้วก้อมีบางส่วนของเมืองที่ดูแล้วคล้าย ๆ ยุโรป บ้านเรือนมีสีสรรสดใส ชอบมากเลย ช่วงบ่ายก้อไป Dakshinkali ซึ่งมีเจ้าแม่กาลีอยู่ที่นั่น เป็นที่ ๆ คนจะไปแก้บน หรือบูชายันต์ วันนั้นมีโอกาสเห็นคนเอาแพะมาเชือดโดยการตัดคอด้วย น่ากลัวมาก ๆ จากนั้นไปอีกสองสามแห่งก่อนจะกลับที่พัก แล้วก้อไปเดินช็อปปิ้งกับทานอาหารของอินเดียทางใต้ มาเนปาลครั้งนี้ ทานแต่อาหารเนปาลล้วน ๆ ซึ่งบีและเพื่อนก้อชอบกันทั้งคู่ค่ะ รสชาดดี

2. Nagarkot เป็นเมืองที่เห็นทิวทัศน์ของยอดเขาเอเวอร์เรสต์ได้ชัดเจนมาก ๆ บีไปพักที่โรงแรมซึ่งอยู่สูงจากระดับพื้นดินพอควร ที่พักน่ารัก สามารถมองเห็นยอดเขาจากห้องได้ แล้วก้อมีเก้าอี้นั่งเล่นท่ามกลางธรรมชาติและวิวยอดเขา บีกะเพื่อนไปนั่งจิบชาเนปาลีร้อน ๆ คุยกัน อ่านหนังสือเล่นไปด้วย มีความสุขมาก ๆ อ้อ จำได้ว่าสบู่ของที่โรงแรมนี้หอมกลิ่นตะไคร้มาก ๆ ๆ ๆ เลยค่ะ ชอบมากเลย

3. Chitwan ก่อนถึงเมืองนี้ พวกเราก้อไปล่องแพกัน ชีวิตนี้ก้อเพิ่งล่องแพเป็นครั้งแรกค่ะ เป็นแพยาง สนุกและตื่นเต้นมาก แพเกือบล่มหลายครั้งก้อร้องกรี๊ด ๆ กันใหญ่ ต้องบอกว่าห้องส้วมที่นี่แย่มาก สกปรกสุด ๆ ก่อนจะลงแพแวะเข้าห้องน้ำแล้วก้อรู้สึกอยากจะอ๊วกจริง ๆ นะคะ แต่ทำไงได้ อ้อ คนขับแพเค้าคิดว่าบีกะเพื่อนเพิ่งจะอายุ 19 กะ 22 เอง เค้าอายุ 22 แต่หน้าตากร้านแดด กร้านลมมาก รอยเหี่ยวก้อเยอะ หลังจากล่องแพแล้วเราก้อเดินทางต่อไปยัง Royal Chitwan National Park ไปพักที่ Jungle Safari Lodge ซึ่ง ณ ที่นี้ เราก้อได้เห็นพวกชาวพื้นเมืองเดิม ได้ไปเดินดูนก คือเป็น Jungle Walk Tour ไกด์ก้อจะชี้ให้ดูนก และต้นไม้อย่างตื่นเต้น แต่บีกะเพื่อนไม่ค่อยตื่นเต้นแบบคนต่างชาติอื่น ๆ สงสัยเพราะว่านี่เป็นเรื่องธรรมดาที่เราเห็นได้ทั่วไปในประเทศไทยมั้ง จากนั้นก้อขี่หลังช้างเพื่อเดินป่าอีกประมาณ 3 ชั่วโมง อืมมมม เดินป่าตั้งนาน แต่ที่เห็นก้อมีแต่ฮิปโปตัวเดียวเอง แถมแดดร้อนเปรี้ยง ๆ แล้วก้อเมื่อยก้นด้วย อิ ๆ ไม่ได้เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจสักเท่าไหร่ ช่วงบ่ายก้อนั่งเรือ Canoe ล่องไปตามแม่น้ำ Rapti ร้อนมาก ๆ อีกเช่นเคย ไม่เห็นค่อยมีอะไร จืดชืดมาก จากนั้นก้อไป Elephant Breeding Center ดูไม่ค่อยออกหรอกค่ะว่าเป็นศูนย์อะไรอย่างเงี้ย เพราะดูมันลูกทุ่งมาก ๆ เลย เจอช้างแม่ลูกอ่อน เห็นลูกช้างดูดนมแม่ด้วย พวกฝรั่งตื่นเต้นกับช้างและลูกช้างมาก ๆ ส่วนบีกะเพื่อนก้อยืนเซ็ง ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร อิ ๆ ตอนกลางคืนก้อไปดู Stick dance ซึ่งเป็นการแสดงพื้นบ้านของที่นั่น ที่เมืองนี้ ไฟมักจะดับเป็นช่วง ๆ ซึ่งไกด์บอกว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากคนที่นี่ไม่คุ้นเคยกับการใช้ไฟฟ้า มักอยู่กับธรรมชาติและเชื้อเพลิงธรรมชาติ

4. Pokhara ที่นี่บรรยากาศสวยงามมากค่ะ มาที่นี่เพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้นบนเขา Sarangkot จะเห็นพวกขุนเขา และพระอาทิตย์ขึ้น มีนักท่องเที่ยวขึ้นมากันเยอะ แล้วก้อมีนั่งเรือล่องใน Fewa Lake บรรยากาศดีมาก พักที่โรงแรม Lake View Resort แล้วก้อมีไปเที่ยววัด Bindabasini ซึ่งที่นี่เป็นวัดฮินดู แล้วเราก้อเห็นคนบูชายันต์โดยใช้ไก่ มีการเชือดคอไก่จนหัวหลุดกระเด็นแล้วเอาหัวไปไหว้ god ส่วนตัวนั้นโยนลงในถัง ซึ่งบีกะเพื่อนยังได้ยินเสียงไก่มันดิ้นกระทบกับถังด้วย เหมือนยังไม่รู้ตัวว่ามันตายแล้ว น่ากลัวมาก จากนั้นไป Seti River George เป็นน้ำไหลลงมากจาก Ananpura mountain ซึ่งแปลว่า Iced water คือน้ำในแม่น้ำเป็นน้ำที่ละลายจากหิมะนั่นเอง แล้วก้อไปน้ำตก David Falls โดยบีกะเพื่อนก้อปีนลงไปในถ้ำด้วย ไป Regional museum ซึ่งทำให้ได้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเนปาลเพิ่มขึ้นมาก เช่นในเรื่องของ Shaligram ซึ่งเป็นหิน Fossil เรื่องของการทำพิธีสำหรับคนตาย เรื่องของ Gurkans ซึ่งเป็นทหารกล้าของเนปาล แล้วก้อไป Old Market ซึ่งก้อไม่ได้ขายอะไรแล้ว แต่เป็นสถาปัตยกรรมเก่า ๆ ที่สวยงาม ที่เหลือของวันนั้นก้อกระหน่ำช็อปปิ้งกันแหลกกับเพื่อน ซื้อกระเป๋าแบบพื้นเมือง แล้วก้อกำไลเยอะแยะ ที่นี่เค้าจะมีกำไล หรือเครื่องประดับทำจากกระดูกของตัวจามรีเยอะ

วันสุดท้ายที่กลับมา Kathmandu อีกครั้งนึง ก้อแวะซื้อ Pashmina ซึ่งเป็นผ้าคลุมไหล่ทำจากขนใต้ท้องแพะที่อยู่บนเขา ซึ่งก้อมีหลายเกรด ที่เห็นขายเยอะ ๆ คือ 70% Pashmina 30% Silk ลืมบอกไปว่าวันแรก ๆ ที่อยู่ที่ Kathmandu เดินเล่นช็อปปิ้งจนเจอเด็กเนปาลคนนึงที่เราไปซื้อกระเป๋าเค้า แล้วบียังมีสั่งทำรองเท้าแบบว่าพื้นเมืองปักลูกปัดแบบเลือกสีเองซึ่งบอกเค้าว่าจะกลับมารับวันที่จะกลับ กลายเป็นว่าเราสนิทกับเด็กคนนี้ เค้าก้ออายุยี่สิบต้น ๆ มั้ง เวลาเราต่อราคา เค้าก้อจะพูดว่า เค้าไม่ได้กำไรมากหรอก แล้วมันก้อเป็นค่าเล่าเรียนของเค้า คือฉลาดพูดให้เราแบบว่าไม่กล้าต่อมากไง วันที่เรากลับมาเค้าก้อเลยพาไปซื้อ Pashmina ที่ร้านญาติเค้า ได้ของคุณภาพดี ราคาเป็นกันเอง แถมปีถัดมาที่เพื่อนบีไปเที่ยวเนปาล เราก้อฝากของไปให้เค้า แล้วเค้าก้อฝากของกลับมาให้เราหลายชิ้นเลย รวมทั้งให้ของกับเพื่อนที่เพิ่งไปทีหลังด้วย

วันก่อนเดินทางกลับ บีกะเพื่อนไปทานอาหารมื้อเย็นที่ร้านอะไรจำไม่ได้แล้ว บรรยากาศดีมาก ๆ เทียบได้กับร้านอาหารระดับหรูในไทย บรรยากาศเป็นแบบพื้นเมืองแล้วก้อส่วนใหญ่มีแต่คนพื้นเมือง ร้านนี้ไกด์เป็นคนแนะนำ เราสั่งอาหารเนปาลมาทานกัน รสชาดดี ราคาก้อไม่แพงด้วย คนละประมาณสองร้อยกว่าบาทเอง

ทริปของเนปาลก้อจบลงด้วยประการฉะนี้ อุ๊ย ลืมเล่าเกี่ยวกับลุงหมีของเรา คือว่าคนขับรถที่พาพวกเราเที่ยวน่ะ เป็นคุณลุงพุงพลุ้ย ๆ อายุสักสี่สิบกว่ามั้ง ผิวคล้ำ ๆ พูดภาษาอังกฤษได้นิดหน่อย เราเรียกเค้าว่าลุงหมี รถที่พวกเรานั่งก้อเป็นรถตู้ค่อนข้างเก่า ไม่ได้เปิดแอร์ตลอดการเดินทาง รถยนต์ที่นั่นสภาพไม่ค่อยดี แล้วก้อรู้สึกว่าไม่ค่อยจะมีแอร์กัน หรือว่าประหยัดก้อไม่รู้เหมือนกัน ก้อเลยเจอฝุ่นมากในบางพื้นที่ ทำให้บีน้ำมูกไหลบ่อย ๆ เพราะเป็นคนแพ้ฝุ่น แล้วก้อตลอดการเดินทาง มักจะมีทหารมาคอยตรวจรถเสมอ เพราะว่าเหตุการณ์ไม่ค่อยสงบมั้งคะ แต่พวกเราก้อไม่กลัว เราสองคนรู้สึกเหมือนเจ้าหญิงมากเลย คือว่ามีคนขับรถ แล้วก้อเที่ยวแบบว่าลุยบ้างนิดหน่อยแต่ไม่มาก พอดี ๆ อิ ๆ วันสุดท้าย น้องเค้าก้อเอาพวกน้ำยาล้างมือแบบไม่ต้องล้างน้ำ แล้วก้อขนมที่ไม่ได้ทานให้ลุงเค้า เค้าก้อทำหน้างง ๆ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะใช้เป็น หรือว่ากินเป็นรึป่าว

Saturday, June 25, 2005

Dining in Bangkok...

วันนี้ขอพาไปเยี่ยมเยียนร้านอาหารหลากหลายที่บีเคยไปชิมมาค่ะ ปกติแล้วบีกะเพื่อน ๆ มักจะชอบไปลองร้านใหม่ ๆ อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเพื่อนบีที่ว่างหน่อย จะถูกมอบหมายให้หาร้านต่าง ๆ มานำเสนอด้วยสิ

หนึ่งในอาหารประจำชาติที่พวกเรามักจะไปสรรหาเพื่อลองกันนั้นก้อได้แก่ อาหารอิตาเลียนค่ะ

1. Zanotti เป็นร้านแรกที่อยากแนะนำ เพราะว่าอาหารอร่อย บรรยากาศดี อ้อ ถ้าจะไปลองขอแนะนำให้จองโต๊ะล่วงหน้านะคะ โดยเฉพาะมื้อเย็นเพื่อป้องกันความผิดหวังค่ะ เปิดทุกวัน 11:30 – 14:00, 18:00 – 22:30 อยู่ซอยศาลาแดงค่อนมาทางถนนสีลมค่ะ ร้านนี้อยู่ใกล้ออฟฟิสบี บีกะเพื่อน ๆ ไปทานร้านนี้หลายครั้งแล้วเหมือนกัน สนนราคาของอาหารอิตาเลียนก้อถือว่าแพง แต่ก้อสมราคานะคะ แล้วยังไง ๆ ก้อถูกกว่าอาหารฝรั่งเศสค่ะ อาหารที่บีกะเพื่อน ๆ ชอบสั่งก้อจะมี Risotto ซึ่งเป็นข้าวอิตาเลียน สั่งแบบผัดกับเห็ดป่าแล้วก้อไส้กรอกอิตาเลียนแบบมีพริกด้วย รสชาดดีค่ะ แล้วก้อชอบพวกสปาเก็ตตี้แบบที่ใส่ Pesto sauce หรือว่าใช้น้ำมันมะกอก ไม่ชอบซอสมะเขือ หรือซอสครีมค่ะ เบอร์โทรก้อ 02 636 0002, 636 0266

2. Scoozi ร้านนี้ก้อเปิดได้ไม่นานมากมังคะ เพื่อนบีเป็นคนแนะนำและพาไปทาน รู้สึกจะอยู่ถนนสุรวงศ์ค่ะ ช่วงกลาง ๆ บีไปทานมื้อกลางวัน อาหารจะค่อนข้างง่าย ๆ โต๊ะก้อจัดสไตล์แบบว่านั่งง่าย ๆ ลุกไว ๆ มั้งคะ มีพวกเคาน์เตอร์บาร์ด้วย มีหลายกระแสบ้างก้อว่า เจ้าของร้าน Zanotti มาเปิดโดยให้เป็นร้านที่เน้นทานกลางวันแบบง่าย ๆ เพื่อนบางคนก้อบอกว่าเป็นของคุณญานี บีก้อไม่รู้ว่าไง รู้แต่ว่าอาหารอร่อย พวกพิซซาที่อบร้อน ๆ แล้วก้ออะไรไม่รู้ที่เป็นมะเขือม่วง ๆ น่ะค่ะ ว้าาาา นึกคำภาษาอังกฤษไม่ออกอะ คือให้เค้าแนะนำอาหารให้ แล้วเค้าแนะนำตัวนี้ ถ้ามีโอกาสก้อลองไปชิมนะคะ บีไม่มีเบอร์ทอสับค่ะ แต่หาไม่ยากนะคะ ถ้ามุ่งหน้าไปทางพระรามสี่ มันจะอยู่ซ้ายมือค่ะ

3. Gianni ร้านนี้ไปลองนานมากแล้ว เวลาไปลองก้ออาศัยเวลาบริษัทเลี้ยงฉลองความสำเร็จของงานบ้าง ฉลองโอกาสพิเศษ ๆ บ้าง เพราะว่าร้านนี้แพงมาก แต่จำไม่ค่อยได้ว่าแพงแค่ไหนนะคะ อาหารและบรรยากาศก้อไม่เลว อยู่ที่ซอยต้นสนค่ะ เข้าไปไม่ลึกจะอยู่ทางขวามือ อาหารที่ขึ้นชื่อและลองทานตอนนั้นก้อคือสปาเก็ตตี้ที่ผัดกะซอสปลาหมึกดำ ๆ น่ะค่ะ ทานแล้วทั้งฟันทั้งปากทั้งลิ้น ดำไปหมด เบอร์โทรก้อ 02 652 2922 ค่ะ

4. L’Opera ร้านนี้อยู่สุขุมวิทซอย 39 ค่ะ ได้ยินคนบอกหลายครั้งว่าอาหารอร่อย แต่เพิ่งมีโอกาสไปชิมเมื่อสักสองปีมาแล้วมั้งคะ พอดีเพื่อนอเมริกันมา แล้วพาไปเลี้ยงวันวาเลนไทน์ควบกะวันเกิดรึป่าวจำไม่ได้ค่ะ วันนั้นคนเยอะมาก เลยต้องรอที่เคาน์เตอร์นั่งดื่มไปพลาง ๆ บรรยากาศดี ถ้ามีโอกาสก้อลองแวะเวียนไปนะคะ เปิดบริการทุกวัน 11:30 – 14:00, 18:00 – 22:30 www.loperabangkok.com เบอร์ทอสับ 02 258 5606, 662 5096

5. Biscotti ร้านนี้อยู่ที่โรงแรม Four Seasons (รีเจนท์เก่าน่ะค่ะ) เป็นอีกร้านนึงที่ขอแนะนำ เพราะว่าอาหารอร่อย พิซซาเนื้อบางเบาจากเตาอบ เคยไปทานกะเพื่อน ๆ ก้อหลายครั้งอยู่ ขอแนะนำให้จองโต๊ะล่วงหน้ากรณีที่เป็นวันศุกร์ หรือเสาร์นะคะ

6. Calderazzo ร้านนี้อยู่หลังสวนค่ะ เปิดได้ไม่นานมาก บรรยากาศดี อาหารอร่อย ไปทานมาหลายครั้ง เจ้านายของบีที่ทำงานบริษัทปัจจุบันก้อเคยไปลองแล้วชอบ เปิดทั้งกลางวันและเย็น เบอร์โทรก้อ 02 252 8108-9

7. Homework ร้านนี้จำได้ว่ามีทั้งอาหารอิตาเลียนและอาหารไทย อยู่สุขุมวิทซอย 31 พอเข้าซอยไป จะอยุ่หัวมุมซ้ายของแยกแรก อาหารรสชาดก้อใช้ได้ค่ะ เค้าจะมีขายพวกน้ำสลัด ขนมปังด้วย ซึ่งก้อมีวางขายตามห้างใหญ่ ๆ เช่น Emporium, Central Chidlom ตรง Tops รู้สึกว่าเค้าจะปิดวันจันทร์นะคะ เวลาทำการก้อ 4:30 – 10:00 PM เบอร์ทอก้อ 02 259 4845

8. Angelini ร้านนี้อยู่ที่โรงแรมแชงกรีลา เป็นร้านเดียวที่บีแนะนำในนี้แต่ยังไม่เคยไปลอง ว่าจะไปหลายครั้งแล้ว เพราะว่าได้ยินมาว่าอร่อยน่ะค่ะ ถ้าใครไปชิมแล้วได้ความว่าไงช่วยมาบอกบีด้วยนะคะ

9. Others ส่วนร้านอื่น ๆ ที่บีและเพื่อน ๆ ไปชิมมาก้อได้แก่ร้าน

Sanremo Pizzeria สุขุมวิทซอย 31 เพิ่งเปิดไม่นาน อยู่ถัดจากร้านเบเกอร์รี่ที่ชื่อ มูส แอนด์ เมอร์แรง (ร้านเบเกอร์รี่ร้านนี้ก้ออร่อย ขอบอก)
Papa Alfredo อยู่ตึกอื้อจื่อเหลียงตรงถนนพระรามสี่ ใกล้ ๆ ออฟฟิสบี อาหารก้อพอใช้ได้ แต่ราคาค่อนข้างแพง แต่ร้านนี้มักจะมีโปรโมชั่นร่วมกับพวกบัตรเครดิตต่าง ๆ ก้อน่าจะคุ้มนะคะ
Pomorado ตรงแถว ๆ Tony Romas สุขุมวิท ไม่รุ้สะกดผิดรึป่าว อยู่ริมถนนเลยค่ะ
Pan Pan, และอื่น ๆ อีกหลายร้านตรงหลังสวน มีอาหารอิตาเลียนเยอะ ไปลองทานมาหลายร้าน แต่ไม่ค่อยประทับใจร้านไหนเป็นพิเศษ อ้อ ยกเว้นร้าน Calderazzo ที่บอกไปข้างบนน่ะค่ะ แต่หลังสวนจะมีอาหารเวียดนามอร่อย ชื่อร้าน Thang Long ถ้าสะกดไม่ผิด อาหารอร่อย รสชาดดีมาก แต่ราคาก้อพอดูอยู่ค่ะ ถ้าขับรถจากเพลินจิตเข้าหลังสวน ร้านจะอยู่ขวามือเกือบจะสุด ๆ ถนนค่ะ
 ที่โรงแรมเรมแบรนด์ สุขุมวิทซอย 18 ก้อมีร้านอาหารอิตาเลียนนะคะ แต่บีจำชื่อร้านไม่ได้ เคยไปลองอยู่ครั้งนึงเหมือนกันค่ะ ก้อพอใช้ได้ พอดีตอนนั้นมีโปรโมชันของบัตร AMEX ได้ลด 30 % ก้อเลยถือโอกาสไปลองกะเพื่อน ๆ น่ะค่ะ

ถัดไปที่อยากแนะนำคือร้านอาหารฝรั่งเศสค่ะ จริง ๆ ก้อลองไปไม่กี่ร้าน เพราะว่าร้านอาหารฝรั่งเศสในกรุงเทพค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับร้านอาหารอิตาเลียนค่ะ ถ้าใครรู้จักร้านอื่น ๆ ที่บีเขียน ก้อช่วย comment มาด้วยนะคะ อยากจะไปลองค่ะ

1. Crepes & Co. ร้านนี้อยู่สุขุมวิท ซอย 12 ค่ะ ขายพวกเครปของฝรั่งเศสเยอะแยะไปหมด แบบว่ามีทั้งหน้าคาวหวานให้เลือกตามอัธยาศัย ตอนนั้นไปชิมกะเพื่อนซี้ แล้วก้อดื่ม Apple Cider ไปด้วยตามคำแนะนำของพนักงานเสิร์ฟ อยากให้ไปลองนะคะ บีเคยได้ยินชื่อมานานแล้วน่ะค่ะ ไปลองทานดูก้อไม่เลว www.crepes.co.th เบอร์ทอสับ 02 653 3990-1

2. Le Banyan ร้านนี้อยู่สุขุมวิท ซอย 8 ค่ะ เพื่อนในกลุ่ม Spice Gals เป็นคนแนะนำ ทางเข้าร้านดูเหมือนบ้านเก่า ๆ แต่ภายในบรรยากาศที่ตกแต่งก้อดูดีค่ะ อาหารฝรั่งเศสมักจะเป็นอาหาร portion เล็ก ๆ ราคาแพง วันนั้นทานกันไปไม่เยอะ ดื่มก้อคนละแก้วมังคะ จ่ายไปคนละสองพันกว่าบาท มีอาหารจานนึงเป็นเป็ดน่ะค่ะ ที่กุ๊กเค้ามาปรุงให้ดูต่อหน้าเลย ตั้งแต่การทำน้ำซอส จนกระทั่งการปรุงเป็ด บีไม่มีเบอร์ทอสับค่ะ แต่เข้าซอยไปลึกพอควร ถ้าจำไม่ผิด ร้านนี้จะอยู่ทางซ้ายมือค่ะ

3. Ma Maison ไม่รู้สะกดผิดรึป่าว เพิ่งไปลองมากับทางทีมงานเพื่อฉลองความสำเร็จของงานในระยะต้น ร้านนี้อยู่ที่โรงแรมฮิลตันเก่า อาหารอร่อยดี แต่ไม่ประทับใจตรงที่ตอนคิดเงิน มีการคิดรายการผิดพลาดเยอะ คือคิดเกินมา เช่นสั่งเครื่องดื่มสองแก้ว คิดมาห้าแก้ว แล้วก้อมีว่าสั่งอาหารแบบนึง เค้าคิดราคาอาหารอีกแบบนึงที่ราคาแพงกว่ามา อะไรเงี้ย ผู้จัดการต่างชาติก้อมีมาออกตัวขอโทษ แต่พวกเราก้อคิดว่า โรงแรม และร้านอาหารระดับนี้ ราคาระดับนี้แล้ว น่าจะมีระบบที่ดีกว่านี้ อันนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นนิสัยของ Consultants รึป่าว อิ ๆ

4. Mes A Mis ร้านนี้มีเพื่อนรุ่นน้องแนะนำให้หลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาสไปลองสักที อยู่ที่สุขุมวิท 53 ซอยทองหล่อ 5 ค่ะ เค้าบอกว่าอาหารอร่อย บรรยากาศดี ยังไงถ้าไปลองแล้วบอกด้วยนะคะว่าดีจริงมั้ย เบอร์ทอสับก้อ 02 260 6445-6

ต่อไปก้อเป็นร้านแบบว่าคละ ๆ กันไปน่ะค่ะ ไม่ได้มีหลายร้านจนจะแยกออกมาจัดเป็นหมวดหมู่แบบอาหารอิตาเลียนและฝรั่งเศส อย่างแรกเลยอยากแนะนำร้านอาหารที่โรงแรมเรมแบรนด์ค่ะ อยู่สุขุมวิท ซอย 18 มีอยู่สองร้านที่อย่างน้อยบีอยากให้ไปลองชิมกันคือ

1. Senor Pico เป็นร้านอาหารเม็กซิกัน แล้วก้อมีโชว์ไม่ว่าจะเป็นร้องเพลงและเต้นโชว์ด้วย บีชอบอาหารเม็กซิกัน แต่ว่าเมืองไทยก้อไม่ค่อยเห็นมีขายกันเท่าไหร่ อยากให้ไปลองชิมค่ะ โทร 02 261 7100 ต่อ 7550

2. Rang Mahal เป็นร้านอาหารอินเดีย รู้สึกจะอยู่ชั้นสูงสุดหรือเกือบสูงสุด บรรยากาศตกแต่งดูอลังการ คือบีไม่ได้ไปมานานแล้ว แต่เคยไปหลายครั้งอยู่ ร้านนี้ได้ข่าวว่าสมเด็จพระเทพฯท่านชอบเสด็จไปเสวยด้วย อาหารอร่อยนะคะ แล้วบรรยากาศก้อเข้ากะอาหารด้วย ยังไงก้อไปลอง ๆ ดูได้ค่ะ

ร้านอื่น ๆ ที่น่าไปลองก้อได้แก่

1. Bourbon St. (Bar & Restaurant – Cajun Creole Cuisine) ร้านนี้อยู่ที่สุขุมวิท ซอย 22 ค่ะ เข้าซอยไปแล้ว จำได้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายเข้าซอยเล็กอีกทีนึง ร้านนี้เพื่อนอเมริกันที่พาไปทานอาหารอิตาเลียนเป็นคนแนะนำ เลยพาเค้าไปทานหลายครั้ง ส่วนใหญ่ไปทานมื้อเช้าค่ะ บีว่าอาหารและบรรยากาศดีทีเดียว เป็นอาหารสไตล์ New Orleans ค่ะ www.bourbonstbkk.com เบอร์ทอสับ 02 259 0328-9, 259 4317

2. Kuppa (Tea & Coffee Traders) ไปมานานมากแล้ว มีคนบอกว่าต้องไปลองให้ได้ ก้อเลยไปกะเพื่อน ๆ ค่ะ อยู่สุขุมวิทซอย 16 จำได้ว่าคนเยอะมาก บรรยากาศก้อดี อาหารที่สั่งก้อสไตล์ไทย ๆ ค่ะ รู้สึกจะเป็นพวกคอหมูย่าง อะไรเงี้ย จำไม่ได้ว่ามีอาหารหลายประเภทมั้ยนะคะ แต่จำได้ว่าไปแล้วก้อไม่ได้รู้สึกผิดหวังค่ะ เบอร์โทร 02 663 0495, 02 258 0194-5

3. The Third Floor (Blood Type Cuisine) อยู่ที่อาคารวีรสุ ชั้นสาม ถนนวิทยุ ร้านนี้ทำอาหารให้เหมาะกับกรุ๊ปเลือดที่คุณมี เค้าจะมีรายการอาหารแยกเป็นกรุ๊ปเลือดเลยว่า ถ้าจะทานก๋วยเตี๋ยว ต้องเป็นแบบไหน น้ำแบบไหนถึงจะดี แล้วก้อมีแจกเอกสารเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดคุณว่า เหมาะกับอาหารประเภทไหน ผลไม้ประเภทไหน การออกกำลังกายประเภทไหน เค้าประยุกต์มาจากหนังสือที่ขายดิบขายดีเรื่อง Eat Right for Your Type ซึ่งหลังจากที่บีไปทานร้านนี้ ก้อเลยหาซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่าน โดยฝากเพื่อนซื้อจากอเมริกา เล่มเบ้อเริ่มเลย ก้อเลยยังกลัวไม่กล้าอ่าน อิ ๆ บีว่ามันน่าสนใจดีนะคะ ส่วนเอกสารเกี่ยวกับกรุ๊ปเลือดที่เค้าแจก บีก้อเลยขอมาครบทุกกรุ๊ปเลย มาสังเกตตัวเองว่าชอบทานอะไรบ้าง ก้อค่อนข้างตรงกับกรุ๊ปเลือดตัวเองพอควร ถ้าไปทานอาจต้องจอง เพราะว่าคนเยอะพอควร ราคาก้อไม่แพงค่ะ www.verasu.com เบอร์ทอ 02 254 8101-8 ต่อ 3600

4. AGALICO อันนี้อยากให้ไปลองให้ได้ขอบอก สำหรับพวกคอกาแฟ หรือชา ที่ชอบบรรยากาศนั่งสบาย ๆ แล้วมีสวนสไตล์บาหลีด้านนอกที่สามารถออกไปเดิน หรือไปนั่งก้อได้ด้วย ร้านนี้เปิดเฉพาะวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เวลา 10 AM – 6 PM อยู่สุขุมวิท ซอย 51 เข้าซอยไปไม่ลึก อยู่ด้านขวามือ เบอร์ทอ 02 662 5857 มีโซฟาให้นั่งสบาย ๆ ด้วย แต่คนมักจะไปจับจองกันหมดก่อนแล้วตอนที่บีไปกะเพื่อน ๆ เห็นเค้าเล่าว่าเจ้าของบ้านไม่รู้จะทำอะไร ก้อเลยเปิดมาขายชา กาแฟ แล้วก้อขนมเล่น ๆ ค่ะ

5. Hanaya สำหรับผู้ชื่นชอบอาหารญี่ปุ่น จริง ๆ บีก้อมีหลายที่นะคะที่จะแนะนำ ที่นี่เป็นอีกที่นึงที่เพื่อนบีแนะนำ ราคาไม่แพง อยู่แถวสี่พระยาค่ะ เบอร์ทอสับ 02 233 3080, 234 8095 เปิดบริการ 11:30 – 14:00, 17:30 – 22:30

6. Rioja Spanish เป็นร้านอาหารสเปนอยู่เลยแยกชิดลมขึ้นไปทางโรงแรม Intercontinental แต่ก่อนจะถึงจะมีซอยเล็ก ๆ มีป้ายขาวตั้งอยู่ เค้าจะมี Flamingo dance show ตั้งแต่สองทุ่มเป็นต้นไปด้วยในช่วงสุดสัปดาห์นะคะ ร้านนี้บรรยากาศก้อดีนะคะ วันที่บีและเพื่อน ๆ ไป ก้อเจอคารา พลสิทธิ์ด้วย เบอร์ทอสับ 02 251 5761 พูดถึงอาหารสเปน เคยไปลองที่ร้าน โอเล โอเล่ ข้าง ๆ โรงแรมเอเชียด้วย ก้ออร่อยดีนะคะ ราคาไม่แพงด้วย แนะนำข้าวผัดสเปนค่ะ

วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ เพราะว่าจะไปทานติมชำที่โรงแรมบันยันทรี นี่ก้อเป็นอีกหนึ่งในอาหารจีนที่อร่อย อืมมมม นึกไปนึกมา บียังไม่ได้แนะนำร้านอาหารจีนเลยนี่นา งั้นคราวหน้า บีสัญญาว่าจะมาแนะนำร้านอื่น ๆ ให้มากกว่านี้นะคะ ไปก่อนนะคะะะะะะะ

Sunday, June 19, 2005

Working in the US...

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องสมัยที่บีไปทำงานที่อเมริกาดีกว่า จำได้ว่าตอนนั้นเรียนจบมาได้ประมาณสองปีแล้วล่ะ บีทำงานในบริษัทที่ปรึกษาใหญ่แห่งหนึ่ง ถ้าจำเรื่องที่บีเล่าได้ในตอน Bee’s Private Corner บีเคยบอกว่าตัวเองมีความฝันมากมายหลายอย่างที่บางทีก้อไม่คาดคิดว่าจะไปถึงความฝันนั้นได้ หนึ่งในฝันนั้นของบีก้อคือการได้ไปศึกษาต่อต่างประเทศค่ะ

หลังจากที่บีเรียนจบใหม่ ๆ บีสอบชิงทุน ก.พ. ได้สองทุน คือทุนเรียน MIS กับเรียนอะไรอีกอันบีจำไม่ได้แล้วล่ะค่ะ จำได้แต่ว่าเกี่ยวกับ Information System เหมือนกันแต่ไม่ใช่ MIS คือบีจบสถิติแล้วก้อรู้อะไรเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์พอสมควร โดยที่จริง ๆ แล้วบีไม่ใช่คนชอบเขียนโปรแกรมเลย จึงไม่เคยคิดจะสมัครงานเพื่อเป็นโปรแกรมเมอร์ ทั้ง ๆ ที่คนที่จบสถิติส่วนใหญ่จะไปทำงานคอมพิวเตอร์กัน งานที่ปรึกษาที่บีทำนั้น ก้อมีการเขียนโปรแกรมเหมือนกันค่ะ แต่ไม่มากนัก

พอบีชิงทุนได้ บีก้อยื่นใบลาออกค่ะ แต่ว่านายใหญ่ไม่ให้ออก เรียกไปพูดอยู่นานสองนานว่า ยูจะไปเรียนทำไม ทำงานแบบนี้แหละ ได้ประสบการณ์มากมาย บริษัทก้อใหญ่ มีอะไรให้ยูทำและเรียนรู้เยอะแยะ เชื่อผมเถอะ ผมผ่านอะไรมาเยอะแยะ บีก้อเลยตอบไปว่า บีอยากได้ภาษา คืออยากเก่งภาษาอังกฤษน่ะค่ะ คุณรู้มั้ยว่านายพูดว่าไง คือช่วงนั้นนะคะ เวลาบีไปทำงานที่บริษัทลูกค้า บีต้องตื่นแต่เช้านั่งแท็กซี่ไปขึ้นรถไฟที่หัวลำโพง ลงสถานีหัวหมาก แล้วต่อรถสองแถวไปลูกค้าเพื่อให้ทันเข้างานตอน 7:30 น. ซึ่งเช้ามาก แต่ก้อต้องทำ เพราะว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามค่ะ นายบอกว่า ตอนที่ยูนั่งรถไฟตอนเช้า ยูก้อฟัง soundabout (เขียนถูกป่าวเนี่ย) ฝึกภาษาไปด้วยสิ บีก้อเลยโต้ไปว่า มันก้อคงลำบากอยู่ดี ปกติอยู่ในรถไฟก้อง่วงนอนจะแย่อยู่แล้ว แถมการฝึกวิธีนี้ มันไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่จะช่วยให้เราเรียนรู้ได้ดีไปกว่าการไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เค้าใช้ภาษาอังกฤษกันจริง ๆ สักหน่อย

นายใหญ่ก้อเลยพูดกับบีว่า เอายังงี้ ตอนนี้มีออฟฟิสที่อเมริกากำลังอยากได้คนไปช่วยทำงานโปรเจ็คแบบ In-house อยู่ สนใจมั้ย แต่ไม่รับประกันนะว่าจะได้ เพราะคงต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกอีก ขอเวลาผมอีกสองเดือนได้มั้ย บีก้อบอกว่าสนใจ คือในใจจริง ๆ ตอนนั้น ก้อไม่ค่อยแน่ใจว่าอยากไปเรียนสักเท่าไหร่ เพราะว่า หนึ่ง อยากเรียน MBA มากกว่า สอง อยากได้ทุนแบบที่ไม่ต้องใช้คืนมากกว่า เวลาผ่านไปหนึ่งเดือน นายมาบอกว่า โอเค ยูไปทำงานที่ชิคาโกหกเดือนนะ เป็น Internal Project ทำเกี่ยวกับ Training Management System ของบริษัทเอง ที่จะนำมาใช้ทั่วโลก

บริษัทที่บีทำงานมีบริษัทแม่อยู่ที่ชิคาโกค่ะ แล้วก้อมีศูนย์อบรมที่ใหญ่มากแบบแคมพัสเลย ที่ St. Charles, Illinois ก่อนไปทำงานคราวนี้ บีก้อเคยไปอบรมที่ศูนย์นี้มาแล้วแหละ บริษัทนี้เค้าจะมีหลักสูตรอบรมพนักงานใหม่แบบค่อนข้างจะเป็นระบบมาก ๆ ปีแรกที่บีเข้าไปนั้น ต้องไปอบรมเข้มสามอาทิตย์ที่ฟิลิปปินส์ คอร์สนี้ตอนหลังเค้าย้ายไปจัดที่อเมริกาค่ะ พอปีที่สอง ก้อมีคอร์สเรียกว่า Business Practice Course, System Installation School ปีที่สามก้อมี System Design School อะไรเงี้ยค่ะ ไปอบรมที่ศูนย์ในอเมริกานั่นแหละค่ะ

พอบีทราบว่าต้องไปทำงานที่อเมริกา ใจนึงก้อดีใจ อีกใจก้อกลัว ไม่รู้ว่าจะไปรอดรึป่าวน่ะค่ะ จำได้ว่าไปถึงอเมริกาวันแรกคือ 27 มิ.ย. ไปพักที่โรงแรมในดาวน์ทาวน์ชิคาโก เวลาไปทำงานก้อเดินไปที่สำนักงานใหญ่ที่ 69 W. Washington Street จำความรู้สึกตอนนั้นไม่ค่อยได้แล้วล่ะ รู้แต่ว่าไปถึงวันแรกก้อไปทำเปิ่นไว้เยอะ มันตื่นเต้นบอกไม่ถูก เจอเพื่อนร่วมงานในทีมเยอะแยะไปหมด บีเป็นคนเอเชียคนเดียวในทีม นอกนั้นก้อมีคนแคนาดา 3 คน ไอร์แลนด์ 1 คน สวีเดน 2 คน อเมริกาหลายคนมาก Supervisor บีเป็นคนอเมริกัน หน้าตาใจดี น่ารัก ชื่อ Tim นึก ๆ แล้วก้อขำในใจ วันแรกที่ไปถึง หลังจากคุยกะทิมได้พักนึง เค้าก้อพาบีไปเดินดูรอบ ๆ ออฟฟิส เค้าถามมาคำนึงที่บีฟังเท่าไหร่ก้อไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จนเค้าต้องชี้ให้ดูว่าอะไร เลยถึงบางอ้อ มันคือ ห้องน้ำนั่นเอง อิ ๆ ก้อแหม คำที่เค้าใช้ในการถามบีอะ เค้าถามว่า You know where the restroom is ? ใครจะไปตรัสรู้ได้ล่ะว่า restroom แปลว่าห้องน้ำ พวกเราเรียนหนังสือมา ก้อรู้แต่จักแต่คำว่า Toilet นี่ไม่ต้องพูดถึงความคุ้นเคยกับสำเนียงการพูดของพวกเจ้าของภาษาอีกนะคะ วันนั้นสงสารทิมพอควร เพราะว่าถามอะไรบี เช่น เคยทำโน่น ทำนี่ หรือใช้ Microsoft Word มั้ย บีก้อ NOOOO คำเดียวตลอด เค้าคงคิดในใจว่า ไม่น่าเลยตรู

หลังจากอยู่ที่โรงแรมได้สี่วัน ก้อต้องโยกย้ายไปอยู่ Apartment รายเดือน ทุลักทุเลพอควร ข้าวของพะรุงพะรัง หาคนช่วยยกก้อไม่มี ถามหารถลาก ก้อฟังพนักงานผิวดำไม่ค่อยจารู้เรื่อง เวรกรรมเสียจริง ๆ พอย้ายเสร็จ นั่งแหมะลงบนโซฟาร้องไห้โฮ ๆ ๆ รู้สึกชีวิตรันทดจริง ๆ ค่ะ

ช่วงที่ไปทำงานระยะแรก พอพักเที่ยง บีก้อไปทานชั้นใต้ดินของตึกค่ะ บีเลือกทานอาหารจีนประจำ เพราะอย่างอื่นไม่รู้จะสั่งยังไง อาย และกลัวด้วย มีอยู่วันนึง พนักงานถามอะไรบีก้อไม่รู้ บีก้อ Excuse me, Pardon me อยู่น่านแหละ จนเค้าถามใหม่ว่า Anything to drink บีมาทราบภายหลังว่า เค้าถามว่า Any pop? ซึ่งก้อหมายถึงจะเอาเครื่องดื่มอะไรมั้ย ใครจะไปรู้ล่ะ ก้อภาษาอังกฤษที่พวกเราเรียนกันในโรงเรียนน่ะ มันไม่ได้มีคำแบบนี้นี่ เหมือนกับคำว่าห้องน้ำ restroom นั่นแหละ

หลังจากทำงานไปได้สองเดือน เพื่อน ๆ บีมันก้อบอกว่า U know, your English improves a lot บีก้อถามว่าทำไมหรอ เค้าก้อบอกว่า U don't say "YES" any more. U know, the first day you came here, we asked you where you were from, you said YES เลยโจ๊กกันใหญ่เลย แล้วเค้ายังพูดต่อว่า แล้ววันที่ยูต้องย้ายไปอยู่อพาร์ตเมนท์นะ พวกเราก้องงว่าอยู่ ๆ ยูหายไปไหน บีก้อว่า บีทิ้งโน๊ตไว้ให้ทิมแล้วนี่นา พวกเค้าก้อบอกว่า แต่มันอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจนี่นา รู้มั้ย ฟังแล้วรู้สึกว่า ความมั่นใจในภาษาอังกฤษของบีลดฮวบ จากการที่คิดว่าตัวเองเรียนภาษาอังกฤษได้ดี มานี่แล้วรู้สึกว่ามันไม่ได้เรื่องเอามาก ๆ ค่ะ

ตอนอยู่ชิคาโก พักในอพาร์ตเมนท์คนเดียว คนในทีมพักกระจัดกระจายกัน อยู่ได้ประมาณเดือนครึ่ง เราก้อต้องย้ายไปอยู่ที่ St. Charles กัน ตอนนั้นแหละ เป็นช่วงที่บีคิดว่า บีเกิดการเรียนรู้มากที่สุด อยู่ที่นี่ เค้าจับให้อยู่กันสองคนต่อหนึ่ง apartment เป็นแบบสองห้องนอนนะคะ แล้วก้อมีห้องครัว ห้องนั่งเล่น ห้องซักผ้า อะไรเงี้ย บีได้อยู่กะเพื่อนอเมริกันที่เป็นชาว Jewish เรียบร้อย น่ารัก แต่ก้อชอบนินทา และขี้เล่น เธอชื่อไดแอนค่ะ ไดแอนทำให้บีเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ทำให้บีชอบทาน Bagel รู้สึกว่าชาว Jewish จะทาน Bagel ประจำ ไดแอนทำให้บีเรียนรู้วิถีการดำรงชีวิตของคนอเมริกันมากขึ้นค่ะ

ตอนนั้นบียังขับรถไม่ได้ ไดแอนเลยเป็นคนขับประจำ แล้วก้อมีแอบสอน ๆ บีขับบ้างนิดหน่อย ช่วง Thanksgiving เธอก้อชวนบีไปที่บ้านเธอที่ St. Louis ไปกันประมาณห้าวันมั้งคะ ขับรถของพวกเราไปกันเอง บีไปร่วมทานไก่งวง พายฟักทอง ที่บ้านของไดแอนร่วมกับคุณพ่อ คุณแม่ พี่ชาย และคุณยายของเธอ คุณแม่ของไดแอนยังสอนให้บีปักรูปนกฮูกเพราะรู้ว่าบีสนใจเรื่องพวกนี้ แถมยังให้ผ้าลายสวย ๆ ที่ใช้ทำผ้าม่านมาให้บีเยอะแยะไปหมด จนป่านนี้บียังมีเก็บไว้เลย บางผืนก้อมาเย็บเป็นผ้าม่านห้องนอนที่บ้าน ไปเที่ยวครั้งนั้นก้อมีโอกาสขึ้นไปที่ The Arch แล้วก้อไปทาน McDonald ที่เป็นเรือตั้งอยู่บนแม่น้ำ Missippi น่ะค่ะ ไดแอนพาไปโบสถ์กะคุณแม่เค้าด้วย สถาปัตยกรรมภายในโบสถ์สวย บีรู้สึกดีใจ แล้วก้อประทับใจในประสบการณ์ครั้งนั้นมากค่ะ ล่าสุดเมื่อไม่กี่เดือนมานี้ บีก้อติดต่อไปหาไดแอนโดยทางจดหมายไปที่บ้านพ่อแม่เค้า เค้าก้อเขียนอีเมล์กลับมาหาตามที่บีให้ไป เค้าแต่งงานแล้ว มีลูกแล้วด้วย แล้วก้ออยู่สุขสบายดีค่ะ

ช่วงที่ไปทำงานที่อเมริกา บีมีเพื่อนหลาย ๆ คนที่ไปศึกษาต่อ MBA ที่นั่นพอดี ดังนั้น พอช่วงที่เป็นวันหยุดฝรั่ง เราก้อหาเรื่องบินมาเจอกันเพื่อเที่ยวด้วย บีก้อมีไปเที่ยวทาง East, Northeastern parts ช่วงคริสต์มาส ตอนนั้นเช่าเป็นรถแวนเลยล่ะ เพราะว่ามีเพื่อน ๆ บีหลายคน แล้วพี่รหัสบีตอนนั้นก้อไปเรียนโทและเอกอยู่ แล้วก้อมีเพื่อน ๆ ของพี่รหัสอีก อีกครั้งนึงก้อไปทาง West ค่ะ แล้วก้อมีไปรัฐอื่น ๆ อีกหลายรัฐมาก ๆ ช่วงที่บีกลับไปทำงานอีกโปรเจ็คนึงที่อเมริกาในเวลาต่อมา

หลังจากจบ 6 เดือน ปรากฎว่า ทางทีมขอให้บีอยู่ต่อ เพื่อดูแลทีมที่เรียกว่า Fix It Team คือเป็นทีมที่จะแก้ไขโปรแกรมเมื่อทดสอบแล้วเจอ bug ตอนนั้นมีลูกทีมเป็นคนอเมริกันหลายคน เข้ากันได้ดีค่ะ งานก้อสนุกดี เพราะว่าบีก้อเริ่มคุ้นเคยกับภาษา เรื่องงานน่ะ ไม่ค่อยเป็นปัญหา เพราะถือว่าง่ายสำหรับบีในตอนนั้น ปีนั้น บีได้รับเลื่อนขั้นด้วย รู้ข่าวจากเมืองไทยแล้วก้อดีใจค่ะ ตอนที่บีย้ายมาคุมทีมนี้ ทิมเค้าถึงคราวออกจากโปรเจ็ค ก้อมีการจัดงานเลี้ยงใหญ่ บีจำได้ตอนนั้นนึกเศร้าที่เค้าจะไปแล้ว คืนนั้นดื่มไปเยอะพอควร แล้วก้อมีเต้นแบบสไตล์คันทรี่ โดนบังคับให้เต้น รู้สึกอยากร้องไห้ที่ทิมจะกลับไปแล้ว ตื่นขึ้นมาตอนเช้า เพิ่งรู้ว่าอาการแฮงค์เป็นยังไง รู้สึกคอแห้งทั้งวันอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียวค่ะ

การที่บีไปทำงานที่อเมริกา บีว่ามันทำให้บีกล้าขึ้น แล้วก้อ aggressive ขึ้นในความรู้สึกของบี แต่ว่าในความรู้สึกของพวกฝรั่ง เค้าก้อรู้สึกว่าเราเรียบร้อย ไม่ค่อยพูดอยู่ดี เค้าบอกว่า บีทำงานได้ดี need very minimal supervision พวกนาย ๆ รักค่ะ บีได้กลับเมืองไทยบ่อยกว่านโยบายของบริษัท เพราะการที่เรากล้าถาม กล้าขอ เพราะได้ยินว่าคนอื่นได้ เราก้อเลยลองขอบ้าง แล้วเราก้อได้เหมือนกัน บีเลยมีแนวคิดที่ได้จากเหตุการณ์พวกนี้ว่า ถ้าเรากล้าที่จะขอ บางทีเราอาจได้สิ่งนั้นมา หรือถ้าไม่ได้ ก้อไม่ต้องเสียใจทีหลังว่าตอนนั้นทำไมไม่ขอ จริงมั้ยคะ

เพื่อน ๆ ในทีมรู้ว่าบีชอบเรียนรู้ภาษาอังกฤษ จะคอยแก้แกรมมาให้บ้าง แก้การออกเสียงให้บ้าง เพราะช่วงแรก ออกเสียงอะไรไป ไม่ค่อยมีคนเข้าใจ อิ ๆ คิดทีไรก้อขำทุกที นอกจากนี้ เพื่อน ๆ ยังชอบสอนพวกแสลงแบบไม่ค่อยดีให้บี เช่น Take a hike, go jump in a lake, eat dirt, watch your mouth or I’m gonna wash your mouth out with soap, or I’m gonna smack you one, Hit the road jack เป็นต้น ก้อดีนะคะ ได้ความรู้ดี ยิ่งถ้าบีพูดคำเหล่านี้ออกไปนะคะ เพื่อน ๆ ก้อจะขำมาก ตอนที่บีกลับเมืองไทย นายบีซื้อหนังสือให้เล่มนึง เป็นหนังสือรวบรวมแสลงโดยเฉพาะ เธอบอกว่า ครั้งหน้า ถ้าเพื่อน ๆ ในทีมพูดอะไรที่บีไม่เข้าใจ ให้บีลองหาในหนังสือเล่มนี้ดูสิ นายบีน่ารักมั้ยคะ

อืม เขียนมาเยอะจัง รู้สึกว่าเขียนยังไงก้อคงไม่หมดสักที พอแค่นี้ก่อนดีกว่า ไว้โอกาสหน้าเขียนใหม่ การเดินทางนี้ยังไม่ถึงครึ่งทางเลยนะคะ ติดตามตอนต่อไปนะคะ

Saturday, June 18, 2005

Bee's Private Corner...

ชอบมากเลย กับคำว่า “มุมส่วนตัวของบี…” จริง ๆ มันก้อคงไม่ค่อยจะส่วนตัวเท่าไหร่หรอก เพราะว่าคงมีใครบางคนได้มีโอกาสเข้ามาอ่านบทความต่าง ๆ ที่บีเขียน แต่บีก้อรู้สึกดีนะคะที่ตัวเองมีมุมส่วนตั๊วส่วนตัวที่สามารถจะมาขีดเขียนอะไรก้อได้ที่นึกอยากจะเขียน เล่า หรือระบายออกมา

วันนี้รู้สึกเหนื่อยมากเลย ไม่รู้เป็นอะไร แต่จริง ๆ บีก้อรู้สึกเหนื่อยอยู่บ่อย ๆ เหมือนคนหมดแรงยังไงก้อไม่รู้ บีเคยคิดว่า อยากจะลาออกจากงานเพื่อที่จะไปเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกเพื่อหาประสบการณ์และอาจจะทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างการเดินทางไปด้วย เคยฟังเพื่อนร่วมงานต่างชาติที่เล่าว่าเค้าเคยทำแบบนี้ก่อนที่จะเริ่มทำงานจริง ๆ จัง ๆ ฟังแล้วก้อยิ่งรู้สึกอยากจะทำบ้าง แต่ว่าโอกาสที่บีจะทำมันคงน้อยลงทุกที ๆ เนื่องจากว่าอายุค่อนข้างมากขึ้นแล้ว หน้าที่การงานก้อไม่ใช่ว่าจะเอื้ออำนวยให้ไปทำแบบนั้นได้ง่าย ๆ คือหมายความว่า ถ้าไปทำแบบนั้นแล้ว ต้นทุนค่าเสียโอกาสในด้านต่าง ๆ มันคงสูงมาก แล้วบีก้อไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวด้วย ยังมีคุณแม่ และครอบครัวที่จะต้องให้คอยเป็นห่วงและกังวล รวมทั้งมีคนที่เป็นห่วงเราอีกมากมาย

บีโตมาในครอบครัวคนจีนที่คุณพ่อคุณแม่อพยพมาจากเมืองจีน ตอนที่ท่านอพยพมานั้น ท่านมีลูกเล็ก ๆ กระเตงมาด้วย 3 คน คุณพ่อบีท่านเก่งคณิตศาสตร์ แต่เรียนไม่สูง ส่วนคุณแม่มาจากครอบครัวชาวนาแล้วก้อไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ แต่ท่านมีความขยัน อดทน หนักเอา เบาสู้ จิตใจดี ประหยัด มัธยัสถ์ จริง ๆ ถ้าจะว่าไปแล้ว ลูก ๆ ของท่านก้อได้นิสัยจากท่านหลาย ๆ อย่างนะคะ คุณแม่พูดเสมอว่า ท่านอยากให้ลูก ๆ ทุกคนเรียนหนังสือให้มาก ๆ จะได้ไม่ลำบากอย่างท่าน ที่ไม่มีโอกาสได้รู้หนังสือ บีว่าคุณแม่บีน่ะเก่ง มองการณ์ไกล หลาย ๆ อย่างที่ท่านคิดและทำนั้น เป็นประโยชน์กับลูก ๆ มากมายค่ะ บีว่าถ้าคุณแม่บีเรียนหนังสือ ท่านต้องไปรุ่งแน่ ๆ เลย แม่เคยบอกว่า บางทีฝันว่าตัวเองขับรถเป็น แล้วก้อขับรถส่งลูก ๆ ไปโรงเรียนด้วย

เราเป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ คุณพ่อคุณแม่มีลูก 10 คนแน่ะ ผู้ชายแค่สองคน คุณแม่บอกว่าคุณพ่อไม่ยอมทำหมัน จริง ๆ แล้วคนจีนเค้าชอบที่จะมีลูกชาย พี่ชายบีเป็นลูกคนที่ 4 และ 5 แต่คุณพ่อก้อยังไม่หยุดผลิต ผลผลิตที่ตามมาอีก 5 หน่วยเลยกลายเป็นลูกสาวหมด แต่บีว่าการที่เป็นครอบครัวใหญ่ ก้อทำให้พวกเราไม่เหงา สนิทกันเหมือนเพื่อนสนิท เล่นกัน ร้องเพลงด้วยกัน หัวเราะด้วยกันสนุกสนาน แล้วที่สำคัญก้อคือ ช่วย ๆ กันทำงานหาเงินแต่เด็กเพื่อเก็บเงินเรียน แบ่งเบาภาระคุณพ่อและคุณแม่ พวกเราจึงรู้ค่าของเงินตั้งแต่เด็ก ๆ ค่ะ ที่บีจำได้แม่นก้อคือ มีอยู่ครั้งนึงที่บีไม่สบายมากแต่ไม่มีเงินไปหาหมอ ครั้งนั้นแย่มากเลย จำได้ราง ๆ ว่าไม่สบายค่อนข้างมาก สุดท้ายรู้สึกว่าคุณแม่จะไปยืมตังค์ใครเพื่อพาบีไปหาหมอมั้งคะ

คุณพ่อบีท่านเป็นคนดุ แล้วพวกเราก้อไม่ค่อยได้ใกล้ชิดท่านเพราะว่าท่านทำงาน ส่วนคุณแม่เป็นแม่บ้าน พวกเราจึงใกล้ชิดกับท่านมากกว่า พี่น้องบีเรียนหนังสือเก่ง ๆ กันทุกคน นี่เป็นโชคดีอย่างนึง เพราะว่าพวกเราคงไม่มีเงินไปเรียนพิเศษแบบคนอื่น ๆ ที่โชคดีอีกอย่างก้อคือ สมัยก่อน ค่าเทอมไม่แพงมากเท่าสมัยนี้ แล้วก้อไม่ต้องมีพวกค่าแป๊ะเจี๊ยะอะไรด้วย บีอย่างนึงที่บีไม่ค่อยชอบคือว่า บีต้องรับมรดกชุดนักเรียน หนังสือเรียน และอะไรต่าง ๆ ของพี่สาวบีเพื่อเป็นการประหยัดด้วย แล้วก้อจำได้ว่ากระโปรงนักเรียนก้อมีอยู่แค่ตัวสองตัวเองมั้ง ต้องสลับกันใส่

มีเรื่องขำขันคือ เวลาบีและพี่น้องสอบได้ที่หนึ่ง คุณพ่อจะให้หนึ่งร้อยบาท ถ้าได้ที่สามก้อได้สามร้อยบาท แล้วคุณคิดดูสิว่าพวกเราจะอยากสอบได้ที่เท่าไหร่ อิ ๆ บีจะเรียนเก่งเป็นพิเศษในวิชาคณิตศาสตร์และภาษาอังกฤษ เรียกว่าคณิตศาสตร์เป็นเรื่องหมู ๆ ที่บีไม่เคยต้องมานั่งอ่านหนังสือ หรือทบทวนอะไรก่อนสอบมากนัก ยกเว้นตอนเรียนมหาวิทยาลัยนะคะ ส่วนภาษาอังกฤษก้อเป็นสิ่งที่บีให้ความสนใจเป็นพิเศษ แล้วก้อวาดฝันว่าอยากเรียนต่อต่างประเทศมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ก้อรู้ดีว่าคงเป็นไปได้ยาก ด้วยสภาพฐานะในตอนนั้น มาถึงวันนี้ บีคิดว่าหนังสือที่เค้าบอกว่าให้ THINK BIG นั้น บีว่ามันมีส่วนจริงนะคะ บีมานั่งคิดตรึกตรองย้อนหลังแล้วก้อคิดว่า มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่บีเคยคิดว่าอยากทำ อยากได้ อยากโน่น อยากนี่แล้วบีได้มาแล้ว โดยที่เคยคิดว่าความน่าจะเป็นที่จะได้นั้นต่ำมาก วิเคราะห์แล้วก้อได้ข้อสรุปที่ไม่รู้เหมือนกันว่าถูกรึป่าวว่า ตราบใดที่คนเรามีความฝัน มีความคิดที่จะทำอะไรที่มันอาจจะสูงเกินกว่าที่เราคิดว่าจะทำได้ มันจะเป็นแรงให้เกิดพลังขับเคลื่อนภายในตัวของเราเอง ที่จะพยายามดำเนินการหรือทำอะไรให้ไปได้ถึงจุดนั้น คิด ๆ ดู ก้อเหมือนกับการตั้งเป้าหมายในลักษณะที่เป็น Stretch goals คือว่าตั้งให้ท้าทาย ให้สุด ๆ เข้าไว้ แต่ต้องเป็น SMART goals ด้วยนะคะ คือต้อง Specific, Measurable, Attainable, Realistic and Timebound เพราะเมื่อเราตั้งเป้าแบบท้าทายนั้นแล้ว ถึงแม้เราจะไปไม่ได้ถึงเป้า แต่ว่าผลลัพธ์ที่ได้นั้นส่วนใหญ่ก้อยังเป็นอะไรที่สูงกว่าปกติเสมอ อืม เขียนไปเขียนมาไหงกลายเป็นเรื่องการตั้งเป้าหมายไปได้

บีเป็นคนดื้อ โมโหร้าย เวลาโมโหขึ้นมาน่าดูชมทีเดียว บางทีก้องี่เง่า คุณแม่เคยบอกว่า บีอะน่ารัก เสียอย่างเดียวเท่านั้นคือเจ้าอารมณ์ไปหน่อย เวลาโมโหแล้วไม่น่ารัก ซึ่งก้อจริงนะคะ เพียงแต่ว่าความโมโหมันไม่ได้เกิดบ่อย ๆ แล้วดีกรีความโมโหร้ายก้อลดลงเรื่อย ๆ ตามฤดูกาลที่ผ่านไป นอกจากนี้แล้ว บียังเป็นคนขี้อ้อนด้วย แต่ส่วนใหญ่ก้ออ้อนกับคนในครอบครัวนั่นแหละค่ะ หรือไม่ก้อกะเพื่อนสนิท ๆ กันจริง ๆ เท่านั้น

เวลาบีมีเวลาว่าง บีก้อจะชอบนั่งเจ๊าะแจ๊ะกะครอบครัวบ้าง ชอบฟังเพลง บางครั้งก้อจะแช็ท ถ้าว่างมากก้อหาเรื่องไปเที่ยว บีมีเป้าหมายในการท่องเที่ยวสถานที่ ๆ บีไม่เคยไปอย่างน้อยปีละครั้ง โดยเฉพาะต่างประเทศ โดยคิดว่าถ้าแก่ตัวไปแล้ว การเที่ยวต่างประเทศคงไม่ค่อยสะดวก โดยเฉพาะในเมืองหนาว เลยรีบ ๆ เที่ยวเพื่อความสุข แล้วยังเป็นการเปิดหูเปิดตา เปิดโลกทัศน์ไปด้วย ที่ผ่านมาก้อมีโอกาสไปเที่ยวประเทศอเมริกา กว่าสี่สิบรัฐ แคนาดา เกือบทุกประเทศในยุโรปตะวันตก ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จีน ฮ่องกง มาเลเซีย เนปาล การท่องเที่ยวช่างเป็นอะไรที่ได้ทั้งสาระและความบันเทิงสำหรับบีจริง ๆ ส่วนคนที่บีจะชวนไปเที่ยวด้วยนั้นก้อช่างหายากเหลือเกิน ทำไมน่ะหรอคะ ก้อส่วนใหญ่บีชอบไปแบบว่าครั้งละสองถึงสามอาทิตย์ ดังนั้น คนอื่นก้อจะหยุดงานไม่ค่อยได้ บางคนก้อติดที่งบประมาณ บอกว่าถ้าจะให้ไปด้วย ก้อช่วยออกตังค์ให้ด้วย แหมมมมมมม เมื่อไหร่จะเจอคนที่ไปเที่ยวกะบีได้อย่างไม่มีเงื่อนไขเนี่ย ส่วนการท่องเที่ยวในประเทศไทยนั้น บีก้อเริ่มมาหลายปีแล้ว ส่วนใหญ่ก้อไปกะครอบครัว หรือเพื่อนสนิทจากโรงเรียนมัธยม หรือเพื่อนสนิทจากที่ทำงานเก่าค่ะ มีอยู่ครั้งนึงเมื่อประมาณสามปีที่แล้ว ไป countdown ปีใหม่ที่ฟาร์มม้าในโคราช มีเพื่อนเป็นสัตวแพทย์ในฟาร์มม้าใหญ่แห่งนึง เจ้าของเค้าอนุญาตให้พักบ้านเค้า แล้วก้อทำบาร์บีคิวกันในสนามหญ้า จำได้ว่าคืนนั้นดาวเต็มฟ้า อากาศดี พวกเรามีความสุขกันมาก แต่อาหารก้อเหลือเพี่ยบ เพราะว่าซื้อมามากเกินไป

บีมีความสนใจในหลาย ๆ เรื่องนะคะ ถ้ามีโอกาสก้อจะพยายามทำอะไรที่อยากจะทำ เช่น หลายปีก่อนก้อไปเรียนเพนท์กระเบื้องพอร์ซเลนแบบเทคนิคยุโรป คือ มันจะมีเทคนิคสองแบบคือแบบยุโรปและอเมริกา คอร์สนึงก้อเรียนหกครั้ง เรียนทุกเสาร์บ่าย ก้อจะได้ชิ้นงานหลายชิ้นค่ะ จบคอร์สนึงก้อเรียนต่ออีก แล้วก้อมีเรียนเทคนิค Decoupage เรียนร้อยลูกปัด เป็นต้น แล้วก้อไปเรียนเบเกอร์รี่กะอาจารย์ยิ่งศักดิ์เมื่อหลายปีก่อน เรียนภาษาเยอรมันอยู่ 3 คอร์ส ที่เกอร์เธ่ ตอนนี้กำลังคิดอยากไปเรียนดูฮวงจุ้ย โหงวเฮ้ง เรียนดูเพชร เรียนดำน้ำ (อันนี้เพื่อนสนิทสมัยมัธยมคอยบอกให้ไปเรียน เพราะทุกคนดำได้กันหมดแล้ว)

บีชอบทะเล เวลาไปทะเลจะชอบเหม่อมองดูทะเลแบบไร้จุดหมาย มีความรู้สึกว่าช่วงเวลานั้นทำให้บีมีสมาธิ จะรู้สึกสงบ ปล่อยใจล่องลอยไปถึงไหนต่อไหน ชอบทะเลที่หัวหินค่ะ ใกล้ดีด้วย แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสไปเลย ปีที่แล้วบีพาพี่สาวไปหัวหิน ติดใจใหญ่เลย มาถามบีว่าปีนี้จะไปอีกมั้ย

บีไม่ค่อยชอบอ่านหนังสือ จะอ่านเฉพาะเรื่องที่สนใจเท่านั้น ชอบอ่านหนังสือประเภทที่ให้คุณค่าต่อจิตใจหรือจิตวิญญาณ แล้วก้อสุขภาพ นอกจากนี้ก้อสนใจในเรื่องการวางแผนอนาคต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการลงทุน การประกันชีวิตและสุขภาพ เพื่อรองรับเป้าหมายตัวนึงที่บีมีคือ บีต้องการเลิกทำงานหนักแบบนี้ตอนอายุสัก 40 หรือ 40 ต้น ๆ แล้วหางานที่บีมีใจรัก เงินเดือนไม่ต้องมาก ทำแล้วมีความสุขใจ เป็นอะไรที่จะมาเติมเต็มในส่วนของจิตใจมากกว่า บางครั้งก้ออยากนั่งทำงานเพนท์ เขียนหนังสือ จิบกาแฟหอม ๆ ฟังดนตรีไพเราะ ๆ อืม มีความสุขจัง

ว่าแล้ว เดี๋ยวบีเตรียมตัวไปยิมดีกว่า ไปว่ายน้ำผ่อนคลายในวันหยุด ….. แต่ว่า Bee’s Private Corner ยังไม่จบแค่นี้นะคะ เพียงแต่ไม่รู้จะมีอารมณ์เขียนอีกเมื่อไหร่ :-)

Monday, June 13, 2005

Studying in the UK...

ก่อนอื่น บีคงต้องขอขอบคุณคน ๆ หนึ่งที่ช่วยทำให้บีเกิดแรงบันดาลใจในงานเขียนชิ้นแรกในชีวิต อืม ค่ะ เป็นชิ้นแรกจริง ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงานค่ะ หลังจากที่เคยใฝ่ฝันหลาย ๆ ครั้งว่าอยากจะเขียนประสบการณ์ต่าง ๆ ที่บีเคยประสบพบมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทำงาน ประสบการณ์ที่ได้รับจากการท่องเที่ยว เป็นต้น

หัวข้อนี้ก็เป็น Special Request จากคน ๆ นั้นที่อยากให้บีเขียนค่ะ ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเขียนได้เรื่องได้ราวอย่างไรบ้าง ยังไง ๆ บีก็เปิดรับข้อเสนอแนะต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงงานเขียนในอนาคตนะคะ หรือว่าถ้าอยากให้บีเขียนเรื่องไหนเป็นพิเศษก็ขอมาได้ค่ะ

เมื่อหลายปีก่อน บีได้มีโอกาสไปศึกษาต่อปริญญาโทที่สหราชอาณาจักรในส่วนของสก๊อตแลนด์ เมืองกลาสโกว์ บียังจำได้แม่นว่าวันแรกที่ไปถึงนั้น จะต้องไปอยู่ที่หอพักนักศึกษา ซึ่งบีได้อยู่ชั้นหก นึกดูสิคะว่ามันแย่ขนาดไหนที่ไม่มีลิฟท์ แย่ตรงตอนที่เราต้องขนสัมภาระเนี่ยแหละค่ะ

อ้อ ลืมเล่าไปค่ะว่า ในระหว่างที่บีนั่งแท็กซี่จากสนามบินไปที่มหาวิทยาลัยนั้น บรรยากาศทมึน ๆ ขรึม ๆ ของสก๊อตแลนด์ทำให้บีรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูก เมืองที่ดูเก่า ๆ ซึ่งทราบภายหลังว่ากลาสโกว์เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมที่ทำให้เกิดร่องรอยความทรุดโทรมตามตึกต่าง ๆ บีจำไม่ได้ว่าเค้าใช้ศัพท์คำว่าอะไรนะคะ ขณะที่แท็กซี่แล่นไปตามท้องถนน ฉับพลันบีก้อเห็นตึกเก่า ๆ โทรม ๆ ดูคล้าย ๆ พวกตึกรัฐสภาอะไรเงี้ย ก้อเลยถามคนขับว่าตึกข้าง ๆ นี้คืออะไรหรือ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า Royal Infirmary บีก้อถามต่อว่าคืออะไรหรือ ก้อได้ทราบว่าคือโรงพยาบาล ซึ่งบีรู้สึกว่าถ้าบีเป็นคนไข้แล้วต้องเข้าไปรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ดูเก่า ๆ แบบนี้ คงรู้สึกกลัวไม่น้อย ไม่รู้ว่าจะได้กลับออกมาอีกรึเปล่า

ชีวิตนักศึกษามันก้อไม่ค่อยน่าอภิรมย์สักเท่าไหร่ค่ะ บีเคยทำงานในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก้อใช้ชีวิตอย่างสุขสบายใน Serviced Apartment ที่มีทั้งเตาอบ เตาไมโครเวฟ มีเครื่องล้างจาน เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า เอาเป็นว่ามีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน แถมยังมีคนมาทำความสะอาดให้ทุกวันอีกด้วย แล้วก้อมีรถให้ขับอีกต่างหาก มาถึงกลาสโกว์พอเข้าหอแล้วรู้สึกว่า โหหหห ทำไมมันแย่แบบนี้นะ ห้องนอนก้อเล็กและไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์ ดูแล้วไม่ค่อยกล้านอนเพราะดูไม่ค่อยสะอาด ห้องน้ำเป็นแบบรวมเพราะว่าเป็นแฟลตอยู่กันหกคน ห้องครัวก้อแบบรวม ไมโครเวฟก้อไม่มี เวลาจะอุ่นหรือละลายอะไรเนี่ยก้อลำบากยากเย็น จะซักผ้าก้อต้องเดินไปไกล จะทำอะไร โอ๊ยยยย ทำไมมันลำบากลำบนแบบนี้ เมื่อเทียบกับชีวิตทำงานในอเมริกา

เท่านั้นยังไม่พอนะคะ สก๊อตแลนด์ยังได้ชื่อว่าเป็น Kingdom ที่วันหนึ่ง ๆ มีสี่ฤดูได้ คือว่า แดดออกอยู่ดี ๆ ก้อครึ้มฟ้าครึ้มฝนแล้วก้อจะมีฝนเทลงมา แล้วอีกพักนึงก้อสว่าง อากาศเย็น ๆ อะไรเงี้ย เพราะฉะนั้นร่ม หรือว่า Rain Jacket เนี่ยค่อนข้างสำคัญเลยทีเดียวค่ะ อากาศแบบนี้ ก้อยิ่งทำให้ความรู้สึกบีมันไม่ค่อยจะสดใส หรือสดชื่นเอาซะเลย

หลังจากที่บีขนกระเป๋าเข้าที่พ้กเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก้ออยากออกไปเดินหาซุปเปอร์มาร์เก็ตซื้อของใช้จำเป็น ก้อเดินถามคนแถวนั้น โห เชื่อมั้ยคะ ขนาดบีคิดว่าภาษาอังกฤษบีก้อดีพอควรจากการเคยใช้ชีวิตต่างแดนมาแล้ว บีฟังคำอธิบายจากคุณป้าคนท้องถิ่นไม่รู้เรื่องเลย นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันคำพูด หรือคำเตือนของเพื่อน ๆ อเมริกันที่บอกบีก่อนจะไปเรียนว่า ยูรู้มั้ยว่า Scottish Accent นั้นหนา ฟังยาก ขนาด I ยังฟังไม่รู้เรื่องเลย บีถึงบางอ้อ และบรรลุสัจธรรมก้อตรงนี้เอง ถึงตอนนั้นเริ่มอยากร้องไห้ เพราะว่าเหนื่อยมาก

นอกจากนี้ ในเมืองที่บีอยู่ มีหลาย ๆ ส่วนของเมืองที่มีลักษณะเป็นทางลาดชันเหมือนต้องเดินขึ้นเขา โดยเฉพาะทางที่จะเข้าตึกเรียนบี มันชันมากเลย เพราะงั้น มีอยู่วันหนึ่งหลังจากไปอยู่ที่เมืองนั้น บีโทรกลับบ้าน เล่าโน่นเล่านี้แบบที่บีเพิ่งเล่าไปนั่นแหละ เล่าไปเล่ามาก้อร้องไห้ รู้สึกรันทดใจอย่างบอกไม่ถูก อืม ก้อคนเคยอยู่ค่อนข้างสุขสบายมังคะ ยังปรับตัวไม่ทันค่ะ

อ้อ ๆ ๆ ลืมเล่าไปอีกอย่างนึงค่ะ ว่าในสก๊อตแลนด์นั้น จะมีเครื่องแต่งกายประจำชาติของเค้าสำหรับผู้ชาย จะสวมใส่กระโปรงลายสก๊อต (tartan skirt)ที่เรียกว่า kilt ก่อนที่บีจะเดินทางไปศึกษาต่อนั้น เพื่อน ๆ ต่างชาติก้อมาคุยกะบี แล้วก้อถามบีว่า You know, what does a Scottish man wear under the kilt? บีก้ออึ้ง คือว่างงทั้งศัพท์ว่าไอ้ kilt เนี่ยมันคืออะไร แล้วก้องงว่ามาถามทำไมวะ อะไรเงี้ย ตอนแรกเค้าก้อบอกว่าให้ไปหาคำตอบเอาเองตอนไปถึงที่โน่นแล้ว แต่พอเจอลูกตื๊อของบีก้อเลยเฉลยว่า ตามขนบประเพณีของชาวสก๊อตแลนด์ ผู้ชายจะไม่สวมใส่อะไรเลยภายใต้กระโปรง kilt ที่เค้าสวมใส่กัน อืม น่าทึ่งดีนะคะ ตอนหลังที่เห็นเพื่อน ๆ ชาวสก๊อตช์ของบีนุ่งกระโปรงเนี่ย บีก้อถามเค้าว่าจริงรึป่าว เค้าก้อหัวเราะ ๆ บอกว่าจริง อืมมมมมม แหม น่าเปิดดูจัง อิ ๆ

อีกอย่างนึงที่เกี่ยวกับสก๊อตแลนด์ก้อคืออาหารประจำชาติที่เรียกว่า haggis (นิยามจาก online dictionary ของบีคือ made of sheep's or calf's viscera minced with oatmeal and suet and onions and boiled in the animal's stomach) คือเป็นอะไรที่แหยะ ๆ ทำจากพวกไส้ เครื่องในของแกะ อะไรเงี้ย ทานแล้วก้อรู้สึกแปลก ๆ นะคะ บีเคยลองทานแค่หนสองหน

หลังจากที่บีใช้ชีวิตอยู่ที่สก๊อตแลนด์ได้พักนึง บีก้อเรียนรู้ที่จะรักสถานที่นี้นะคะ ได้มีโอกาสท่องเที่ยวไปในส่วนอื่น ๆ ของสก๊อตแลนด์ซึ่งสวยงามมาก พวกพื้นที่ที่เรียกว่า Highlands พวกทะเลสาปต่าง ๆ ที่ขึ้นชื่อก้อได้แก่ Loch Lomond, Ben Lomond ไม่รู้บีสะกดผิดรึป่าวนะคะ คำว่า Loch แปลว่า ทะเลสาปค่ะ เมือง Edinburgh ก้อดูสวยงาม มีปราสาท Edinburgh ที่ดูอลังการ อ้อ ลืมบอกไปว่าที่สก๊อตแลนด์นั้น เต็มไปด้วยปราสาทค่ะ

ช่วงปิดเทอมบีก้อไปเที่ยวลอนดอนกะเพื่อน ๆ นานาชาติ ก้อเป็นอีกบรรยากาศนึง แล้วก้อไปเที่ยว Tower Bridge ซึ่งคนไทยมักจะไปเรียกเป็น London Bridge ไปเที่ยวพวกจัตุรัสต่าง ๆ ไปดูละครเวทีด้วย สนุกดีค่ะ

ตอนเลือกเรียน Elective Course บีก้อเลือกไปเรียนวิชา Managing in Europoe ที่ Tolousse ฝรั่งเศส ไม่รู้ว่าสะกดชื่อถูกรึป่าว เป็นอะไรที่เปิดหูเปิดตาไปอีกแบบเกี่ยวกับประเทศในยุโรป ว่าเค้าช่างมีวัฒนธรรม และการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันมาก ๆ เรียนจบแล้วก้อเช่ารถขับเที่ยวกับเพื่อนต่อในฝรั่งเศสและสเปน

ยุโรปกับอเมริกานั้นค่อนข้างจะเรียกได้ว่าแตกต่างกันพอสมควร หลังจากที่บีได้ใช้เวลาสักพักนึงในสก๊อตแลนด์และที่อื่น ๆ บีก้อรู้สึกชอบและหลงไหลอะไรหลาย ๆ อย่างในยุโรป ยุโรปในความรู้สึกบีช่างแสนโรแมนติก และดูอลังการ มีสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน มีประวัติความเป็นมาที่หลากหลาย ตึกรามบ้านช่องหลาย ๆ แห่งจะพยายามรักษาสภาพภายนอกให้เหมือนของเก่า แต่ปรับปรุงภายในให้ดูทันสมัย เห็นบอกว่ารัฐบาลสนับสนุนการที่สถานที่ต่าง ๆ รักษา facade ของอาคารสถานที่ไว้ ดูแล้วคลาสสิกมาก ๆ ค่ะ อีกอย่างนึงที่บีชอบก้อคือ ชอบนั่งจิบกาแฟตามที่นั่งกลางแจ้ง แล้วมองดูชีวิตผู้คนในเมืองที่ผ่านไปมา

ตอนไปเที่ยวออสเตรเลีย ในความรู้สึกส่วนตัวของบี ถ้าจะเปรียบ Sydney และ Melbourne กับอเมริกาและยุโรป บีมีความรู้สึกว่าบรรยากาศในซิดนีย์นั้น เทียบได้กับบรรยากาศในอเมริกา ส่วนเมลเบิร์นนั้นจะละม้ายคล้ายยุโรปเอามาก ๆ เมืองเล็ก ๆ น่ารัก ๆ อบอุ่น

อืม ง่วงแล้ว ขอจบแค่นี้ก่อนละกันนะคะ ยังไงก้อวิจารณ์หรือให้ข้อเสนอแนะบีด้วยนะคะ ยินดีรับฟังเพื่อปรับปรุงแก้ไขงานเขียนบีให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ